วิสาขบูชาปีนี้ดูจะน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตาไม่ใช่น้อย นับแต่มีการโหมโรงว่า
"ใคร" ควรเป็น "เจ้าภาพ" หรือ "ตัวตั้งตัวตี" สนองนโยบาย
หรือแนวคิดของฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ "คิดใหญ่" และ "คิดใหม่"
ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธ เสมือนหนึ่งมหานครเมกกะเป็นศูนย์กลางของมุสลิมทั่วโลก
นี่เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง เพราะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรก ๆ ของงานด้านศาสนา
ที่ผู้บริหารระดับสูงสุดมอบนโยบายมาพร้อมกับเป้าหมายและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม
แทนที่จะให้แค่ภาพกว้าง ๆ หรือวัตถุประสงค์ครอบจักรวาล แล้วโยนให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
"สนองนโยบาย" หรือ "เอาใจนาย" ด้วยกิจกรรมสำเร็จรูป
ที่ส่วนใหญ่จะ "เชย" หรือ "เห่ย" แถมยังมี
"ผักชีโรยหน้า" และสุดท้ายก็ "มอดไว" แบบ "ไฟไหม้ฟาง"
ไปแทบทั้งสิ้น
น่าเสียดายที่ดำรินั้น "แท้งก่อนแต่ง" หรือ "ตายน้ำตื้น"
ไปเสีย เพียงเพราะบางคน "ก้าวพลาด" รุกผิดจังหวะ หรือมองข้ามแง่มุมอ่อนไหว
ใน "บางเรื่องราว" ที่ยังไม่มอดเชื้อไปเสีย แทนที่จะค่อยเป็นค่อยไปก็กลับรีบร้อน,
ประมาท หรือ "ขาดความเฉลียว" อย่างที่ควรจะมีจะเป็น
แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือน "ศูนย์คุณธรรมฯ" (หน่วยงานระดับองค์การมหาชนในกำกับของ
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งแม้ศูนย์ฯ นี้จะอายุยังไม่ถึงขวบปีดีนัก แต่นับวันจะแสดงความชัดเจนและจัดเจน
ว่าเป็นมือทำงาน "ปิดจุดอ่อน" ด้านสังคมและการ "ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม"
ของภาครัฐได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน) ยังไม่ละความพยายามที่จะใช้โอกาส "วิสาขบูชา"
ปีนี้ สนองนโยบาย "สายตรง" จากนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้จงได้
ป้ายชักชวนให้ร่วมกันแสดง "สัจจะอธิษฐาน" ตามแนวคิด
"๑ คน ๑ สัจจะ" จึงปรากฏออกมาให้เห็น เป็น "เป้าสายตาใหม่ ๆ"
ของมหาชนคนกรุงเทพฯ อย่างทันท่วงที
ทำนองชี้ชวนให้เชื่อ ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นการ "ปฏิบัติบูชา"
แสดงความเคารพเทิดทูน หรือสนองคุณพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่ชาวพุทธที่ดีพึงปฏิบัติกันให้กว้างขวาง
หากนับว่าเป็นเกมช่วงชิงโอกาส หรือปฏิบัติการรุกคืบทางการเมือง
เพื่อหนุนเสริมภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี และ/หรือ ของรัฐบาล ที่พลาดพลั้งไปกับกรณี "วันวิสาขบูชาแห่งโลก"
ก็ถือได้ว่าเป็นจังหวะก้าวที่ "ดูดี" และมี "ที่มาที่ไป" อย่างสอดคล้องและกลมกลืนยิ่ง
แม้ว่าจะเพิ่งสะดุดเท้าตนเองจนแทบหัวคะมำมาหยก ๆ ในยกแรกก็ตาม
แต่ถ้าจะว่ากัน "อย่างชาวพุทธ" หรือเจาะจงมาที่ "คนชั้นกลางชาวพุทธในเมืองกรุง"
ซึ่งใช้ชีวิตเติบโตมากับสื่อสารมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อนานาประดามี ก็คงต้องมองอะไรให้
"กว้าง", "ลึก" และ "ไกล" ไปยิ่งกว่าการ "หลงเชื่อ"
หรือ "ยอมรับ" ตาม "ป้าย" หรือ "เนื้อที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์"
ชนิดง่าย ๆ ตื้น ๆ เหล่านั้นออกไปสักหน่อย ว่า
หากจะ "พิจารณา" กันอย่าง "ชาวพุทธ" แล้ว
อะไรเล่า ที่หมายถึง "การปฏิบัติบูชา" อะไรคือ "สัจจะ" และอะไรกันแน่
ที่มีจะกินความไปถึง "อธิษฐานธรรม" อย่างที่ "ชาวพุทธ" จะพึงมีและพึงเป็น
ตลอดจนพึงกระทำ ในโอกาส "วิสาขบูชา" อันสำคัญยิ่งนี้
เพียงแค่การไปรับการ์ดจากศูนย์คุณธรรมฯ จากที่ว่าการอำเภอ/เขต จากศาลากลางจังหวัด
หรือศาลาว่าการกรุงเทพฯ แล้วเขียนข้อความสวย ๆ ไพเราะ เหมาะหูระรื่นตา หรือโก้หรู-โอ่อ่า
ดูดีมีชาติตระกูล เพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง ส่งถึงคนที่คุณรักส่วนหนึ่ง และเก็บไว้กับตนเองส่วนหนึ่ง
อย่างที่ศูนย์คุณธรรมฯ โฆษณา/แนะนำไว้ นั้น
เป็น "สัจจะอธิษฐาน" ที่เป็นการ "ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า"
ได้หรือไม่
การบอกว่า "ถึงแม้งานจะหนัก ปัญหาจะมาก พ่อจะรักษาอารมณ์ที่เบิกบาน เมื่ออยู่กับแม่
และลูก ๆ ตลอดไป" ของท่านนายกรัฐมนตรี เป็น "สัจจะอธิษฐาน" เพื่อ
"ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า" หรือไม่ ?
ทั้งนี้ โดยมิพักจะต้องกล่าวถึง ว่า "สัจจะอธิษฐาน" ข้างต้น ซึ่งเป็นไปเพื่อครอบครัว
ที่ประกอบไปด้วยลูกและภรรยาเป็นการเฉพาะนั้น เพียงพอหรือคู่ควร กับ "สถานะ"
หรือความเป็น "ผู้แทนปวงชนชาวไทย" และเป็น "นายกรัฐมนตรี" ของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่
และเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อสอบทานและเพิ่มเติมความเข้าใจให้ถูกตรงไปพร้อม ๆ กันบทความนี้คงต้องเริ่มต้นในรายละเอียดกันที่
"นิยามศัพท์" ประเภท "ภาษาวัดวา" เอาไว้สักเล็กน้อย
ประเดิมกันที่คำว่า "บูชา" เป็นเบื้องแรก
ว่ากันโดยหลักพุทธธรรม การบูชา ซึ่งหมายถึง การให้ด้วยความนับถือ, แสดงความเคารพเทิดทูน..นั้น
ท่านว่ามีอยู่ ๒ ประการ กล่าวคือ บูชาด้วยการปฏิบัติ (ปฏิบัติบูชา) และการบูชาด้วยอามิส
คือ สิ่งของ เช่น ดอกไม้ ของหอม อาหาร หรือวัตถุอื่น ๆ (อามิสบูชา)
การปฏิบัติบูชา ว่ากันสั้น ๆ ย่อ ๆ ก็คือ การประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนของท่าน,
การบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนการกระทำในสิ่งที่ดีงาม
ในง่มุมนี้ จึงน่าสงสัย ว่า..การส่ง "๑ คน ๑ สัจจะ" ไปถึงนายกรัฐมนตรีนั้น
จะถือเป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าในวันหรือห้วงเวลาแห่ง "วิสาขบูชา"
ได้อย่างไร ? และด้วยหลักการใด ?
ต่อมาคือ คำว่า "สัจจะ" และคำว่า "อธิษฐาน"
ควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทั้ง สัจจะ และ อธิษฐาน นั้น เป็น ๒ ใน ๑๐ ของ "บารมี"
แบบพุทธ ที่กล่าวถึง ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน,
เมตตา, อุเบกขา
ในที่นี้ "บารมี" นั้น ท่านหมายถึง คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด
เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง ซึ่งในทางพุทธศาสนาทราบกันดีว่าหมายถึงการดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
หรือการบรรลุถึงพระนิพพาน ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด หรือมัชฌิมาปฏิปทา
คราวนี้มาดูกันโดย "อรรถะ" และ "พยัญชนะ"
พอสังเขป
"สัจจะ" นั้น หมายถึง
๑. ความจริง มี ๒ คือ
๑. สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้
๒. ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
๒. ความจริง คือ
จริงใจ ได้แก่ ซื่อสัตย์
จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ
จริงการ ได้แก่ ทำจริง
(ข้อ ๑ ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม ๔, ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี
๑๐)
หากจะขยายลงไปในรายละเอียด ก็ต้องเสริมความ ว่า
ปรมัตถสัจจะ หมายถึง "จริงโดยปรมัตถ์" กล่าวคือ ความจริงโดยความหมายสูงสุด
เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตรงข้ามกับ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น สัตว์
บุคคล ฉัน เธอ ม้า รถ นาย ก. นาย ข. เป็นต้น
ส่วน สมมติสัจจะ นั้น ท่านว่า เป็น "จริงโดยสมมติ"
กล่าวคือ โดยความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ เช่น นาย ก. นาย ข. ช้าง ม้า มด โต๊ะ
หนังสือ พ่อ แม่ ลูก เพื่อน เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล่าวตามสภาวะ หรือโดยปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นเพียงสังขาร
หรือนามรูป หรือขันธ์ ๕ เท่านั้น; ถือได้ว่าตรงข้ามกับ ปรมัตถสัจจะ
ต่อมาก็คือ คำว่า อธิษฐาน
"อธิษฐาน" นั้น..หมายถึง ตั้งใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง,
ตั้งจิตปรารถนา, ตั้งจิตขอร้องต่อสิ่งที่ตนถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง,
อธิฏฐาน ก็ว่า.
และคำว่า "อธิษฐาน" นี้
๑. ในทางพระวินัย แปลว่า การตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้
คือ ตั้งเอาไว้เป็นของนั้น ๆ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ว่าจะใช้เป็นของประจำตัวชนิดนั้น
ๆ
เช่น ได้ผ้ามาผืนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะใช้เป็นอะไร คือจะเป็นสังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก
ก็อธิษฐานเป็นอย่างนั้น ๆ เมื่ออธิษฐานแล้ว ของนั้นเรียกว่าเป็นของอธิษฐาน เช่น เป็นสังฆาฏิ
อธิษฐาน จีวรอธิษฐาน (นิยมเรียกกันว่า จีวรครอง) ตลอดจนบาตรอธิษฐาน
ส่วนของชนิดนั้น ที่ได้เพิ่มมาอีกหรือเกินจากนั้นไปก็เป็นอติเรก เช่น เป็นอติเรกจีวร
อติเรกบาตร, คำอธิษฐาน ก็ เช่น "อิมํ สงฺฆาฏึ อธิฏฺฐามิ" (ถ้าอธิษฐานของอื่น
ก็เปลี่ยนไปตามชื่อของนั้น เช่น เป็น อุตฺตราสงฺคํ, อนฺตรวาสกํ
เป็นต้น)
๒. ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว, ความมั่นคง
เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน (ข้อ ๘ ในบารมี ๑๐),
อย่างไรก็ตาม ในภาษาไทยมักใช้ในความหมายว่า ความตั้งใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง,
ความตั้งจิตปรารถนา เป็นหลัก
อนึ่ง มีผู้รู้บางท่านทักท้วงขึ้นมาบ้างแล้ว ว่าโดยหลักภาษาที่เหมาะควรนั้น
น่าจะใช้ "สัจจาธิษฐาน" จึงจะถูกต้องกว่า "สัจจะอธิษฐาน" ที่ใช้กันอยู่
แต่ในที่นี้จะไม่ขอลงในรายละเอียดให้มากความเกินไปนัก
อย่างไรก็ดี ในที่นี้อยากจะชวนให้ตั้งข้อสังเกตอีกด้านหนึ่ง
ว่า
น่าสงสัยหรือไม่ (อีกครั้ง
) ว่าทำไมการบำเพ็ญบารมี
๒ ใน ๑๐ ประการข้างต้น เหตุใดจึงต้อง มีสำเนาส่งรายงานไปถึงฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
ว่ากันง่าย ๆ ก็คือ มีความจำเป็นอันใด ที่คนไทยผู้น้อมใจให้สัจจะกับตนเอง ว่าจะประพฤติดี-ปฏิบัติดี
ต้องรายงานฯพณฯ นายกรัฐมนตรี "เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการ" ไปพร้อม ๆ
กันด้วยกระนั้นหรือ ?
ต่อมาคือคำว่า "อธิษฐานธรรม" ที่กล่าวถึงคำนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า
หากพิจารณากันโดยแยบคาย ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลหรือศูนย์คุณธรรมพยายามจะเชิญชวนให้
"คนไทย" ปฏิบัติบูชานั้น น่าจะเป็นการ "อธิษฐานธรรม" เสียมากกว่า
ส่วนที่โฆษณากันครึกโครมนั้นจะเป็นกลอนพาไป หรือสำคัญผิดในข้อเท็จจริงก็มิอาจทราบได้
"อธิษฐานธรรม" นั้น ท่านว่า หมายถึง ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ,
ธรรมเป็นที่มั่น มี ๔ อย่าง คือ
๑. ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน,
ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง
จัดสรร จัดการ, ความรอบรู้ในกองสังขาร มองเห็นตามความเป็นจริง
๒. สัจจะ ความจริง มี ๒ คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
๓. จาคะ การสละ, การให้ปัน, การเสียสละ, การสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ;
การสละกิเลส
๔. อุปสมะ ความสงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ, การทำใจให้สงบ,
สภาวะอันเป็นที่สงบ คือ นิพพาน
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ใน "อธิษฐานธรรม" นั้นมี "สัจจะ"
ประกอบอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ทั้ง "สัจจะ" และ "อธิษฐาน" ก็เป็นส่วนหนึ่งของ
"บารมี"
อาจเป็นด้วยเหตุที่มีรายละเอียด มากมาย-ซับซ้อน นี้เองก็เป็นได้
ที่ทำให้ผู้รับผิดชอบแคมเปญนี้เกิดความสำคัญผิด กระทั่งเป็นเหตุให้ "คิกออฟ"
ข้อธรรมอันสับสนออกมาสู่สาธารณะในที่สุด
ว่ากันโดยรายละเอียดตามที่ยกมากล่าวไว้ในเบื้องต้น จะพบว่าในพุทธศาสนานั้นมีแง่มุมอันละเอียดประณีต
ซึ่งแฝงไว้ด้วยเนื้อหาสาระ กระบวนการ ขั้นตอน และศิลปะ ตลอดจนลีลา-ท่วงทำนองอันงดงาม
ในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อขัดเกลาตนเองและสังคมแวดล้อม อยู่เป็นอันมาก จึงมิใช่เรื่องง่ายดายนัก
ที่จะหยิบยกแต่เพียงส่วนเสี้ยว แล้ว "สรุป" ให้ "กินความ" จน
"ครอบคลุม" เว้นแต่จะมีจุดประสงค์แฝงเร้น หรือปรารถนาลามก ยก "บางส่วน"
มาหาประโยชน์ ด้วยกลไกการตลาด และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ปราศจากความรับผิดชอบ
หาไม่ก็จะทำให้สาธารณะชนเกิดสำคัญผิดในข้อเท็จจริง กระทั่งกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า "วิสาขบูชา"
คือห้วงกาลที่ชาวพุทธพึงระลึกถึงคุณและปฏิบัติบูชาแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในเพ็ญเดือน ๖ เมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว
ดังนั้น หากรัฐบาล หรือหน่วยงานในสังกัด ประสงค์จะมีส่วนร่วม
หรือต้องการใช้โอกาสนี้ "หาคะแนน" ก็จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องรู้จัก กาละ-เทศะ
และประพฤติให้ถูกต้อง-เหมาะควร หาไม่ก็จะพากันเข้ารกเข้าพง หรือทำให้ของเดิมที่ดีอยู่แล้วเสื่อมเสียไปด้วย
อย่างน่าเสียดายยิ่ง
กล่าวคือ เอาเข้าจริง ๆ แทนที่คนไทยจะได้ใช้โอกาสนี้ศึกษาและเข้าใจความหมายของ
"วิสาขบูชา" การ "บูชา" หรือการ "ปฏิบัติบูชา" ตลอดจนการบำเพ็ญ
"บารมี" ที่ว่าด้วย "สัจจะ" และการ "อธิษฐาน" ตลอดจน
"อธิษฐานธรรม" ดังที่ควรจะเป็น "รัฐบาล" โดยหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องเองนั่นแหละ
ที่กลับทำให้ความหมายอันดีงามเหล่านั้นต้องคลาดเคลื่อนไปจาก "ทำนองคลองธรรม"
เสียเอง ด้วยการทำงานรีบเร่งชนิด "ลวก ๆ" หรือ "สุกเอาเผากิน"
ที่ปราศจากความรับผิดชอบ เพียงเพื่อให้ทันเวลา และเอาชัยชนะทางการเมืองเป็นเป้าหมาย
ยิ่งกว่าจะเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง
ด้วยเนื้อที่อันจำกัด จึงมิอาจชี้ให้เห็นชัด ๆ ว่าเหตุใดการส่งการ์ด
"๑ คน ๑ สัจจะ" ถึงนายกรัฐมนตรีจึง "ไม่น่าจะเป็น" การปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า
แต่เชื่อว่าผู้มีสติ ปัญญา และสัมปชัญญะ จะเข้าใจได้ไม่มากก็น้อย
ว่าแนวคิดเช่นนี้ มีท่วงทำนอง "สำคัญตนเองผิด" และ "กำเริบเสิบสาน"
สักแค่ไหน
และเพียงใด
