|
เรียนรู้อย่างตื่นรู้*
ซีการ์ คองโทร รินโปเช เขียน
ธาราแห่งมัญชุศรี แปลและร้อยเรียง
*บทความชิ้นนี้แปลและร้อยเรียง
จากบทความชื่อว่า "How to Study" โดย ซีการ์ คองโทร รินโปเช
(Dzigar Kongtrol Rinpoche) ตีพิมพ์ในวารสารโพธิ (Bodhi: The Voice
of Vajrayana Buddhism Vol.6 No.3) ซึ่งผู้แปลได้ตัดทอนมาเพียงบางส่วน
ไม่ได้แปลทั้งหมด
"การเรียนรู้เปรียบดั่งโคมไฟ
ส่องสว่างกระจ่างใจ ไล่ความมืดมิดแห่งอวิชชา"
แรงผลักดันภายในที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้
เป้าหมายของสิ่งใดๆที่เราทำในชีวิต
คือ การได้เข้าใจตัวเองโดยสมบูรณ์ อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะพาให้เราได้เข้าใกล้ความจริง
หากเราไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้อย่างถ่องแท้ เสียงที่เกิดขึ้นภายในก็ดูจะเป็นได้เพียงเสียงที่คอยเบี่ยงเบนการกระทำของชีวิตในแต่ละวัน
อย่างที่เราไม่มีทางจะเคารพตนเองอย่างแท้จริงได้เลย
การเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราซื่อสัตย์ต่อตัวเอง
มีความชัดเจนและมั่นคงต่อเสียงข้างใน หากคุณไม่ชัดเจนต่อเสียงข้างในแล้ว
ไม่ว่าคุณจะได้ไปเรียนรู้คำสอนหรือฝึกวิธีการปฏิบัติอันน่ามหัศจรรย์จากสำนักที่มีชื่อเสียง
มันก็คงจะเป็นได้แค่เพียง "ค่ายฤดูร้อน" เพียงเท่านั้น
จริงๆแล้ว "ค่ายฤดูร้อน" ที่ว่า มันก็อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
มันอาจจะสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย หรือ สนุกสนาน แต่นี่เรากำลังพูดถึงความมุ่งมั่นในเส้นทางแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายในความทุกข์
การซื่อสัตย์และเชื่อมั่นในตัวเองโดยสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำได้
เพราะเราต่างก็มีความกลัวมากมายภายในใจที่เราต้องเอาชนะมันให้ได้ก่อน
อย่างน้อยก็ต้องหาความกล้าพอที่จะเผชิญหน้าต่อความกลัวนั้นให้ได้
การที่เราพยายามสร้างภาพตัวตนเพื่อแสดงต่อโลกภายนอกนั้นอาจจะสามารถหลอกคนอื่นได้
แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่สามารถหลอกตัวเราได้ ทางเดียวคือ เราจะต้องมองให้ทะลุถึงม่านแห่งความไม่รู้และการปฏิเสธความจริงที่เราสร้างขึ้น
ตบอัตตาให้กลิ้ง
เป้าหมายของการฝึกจิตคือการตบอัตตาให้กลิ้ง!
หากคุณสามารถหาความพึงพอใจจากการตบอัตตา เป็นอันใช้ได้ แต่หากเมื่อใดคุณขยาดที่จะเผชิญหน้ากับอัตตาของตัวคุณเอง
เมื่อนั้นไม่ว่าคุณจะขยัน ทุ่มเท อุทิศ ให้กับวัตรปฎิบัติ ทั้งการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติมากเท่าไรก็ตาม
คุณก็ไม่มีทางได้ลิ้มรสสัมผัสแห่งความจริงได้
นั่นคืออันตรายที่ต้องระวัง
วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณทั้งหลายเกิดขึ้นก็เพราะเหตุนี้ คุณสามารถที่จะติดอยู่ในความฝันลมๆแล้งๆและความกลัวนานาชนิด
และมันก็ไม่ง่ายเลยที่คุณจะตระหนักรู้ได้ ยามที่คุณติดกับเข้าอย่างจังโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับฟองสบู่ที่ยากจะทำให้แตกหากคุณยังติดอยู่ข้างใน แต่ถึงกระนั้นฟองสบู่ก็เป็นอนิจจัง
เมื่อใดที่มันแตก ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นความทุกข์แสนสาหัส และเมื่อถึงเวลานั้นคุณจึงค่อยตระหนักได้ว่าคุณได้ติดอยู่ในนั้นมานานหลายปีดีดัก
แต่กระนั้น
จงอย่าพยายามที่จะจำเพาะความไม่รู้ของคุณมากจนเกินไป แต่จงสร้างความพึงใจในการมองให้เห็นถึงแบบแผนความเคยชินของอัตตา
และอวิชชาที่อัตตานั้นตั้งอยู่ หากคุณไปจำเพาะให้ความสำคัญต่อสิ่งที่คุณต้องการจะปลดเปลื้อง
มันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากอย่างที่สุดที่จะเปลื้องตัวคุณออกจากอัตตาได้
ทางที่ถูก
เราน่าจะได้ตระหนักถึงศักยภาพที่เรามี ศักยภาพในการพัฒนาปัญญาในการมองทะลุผ่านภาพลวง
ซึ่งก็คือศักยภาพแห่งการเรียนรู้ ความสามารถนี้หาได้ถูกเผยจากการใคร่ครวญทางความคิดเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องรวมถึงประสบการณ์ด้วย เหตุผลที่เรามาอยู่กัน ณ ที่นี้ก็เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพอันนั้น
และนั่นทำให้เรามาพบกันในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมบนเส้นทางแห่งการตื่นรู้
สร้างความพึงใจในการเอาชนะอวิชชา
เราต้องยอมรับว่าเราต่างก็มีความผิดพลาดมากมายในชีวิต
ไม่มีใครแม้แต่พระพุทธองค์ที่จะสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่เริ่มต้น อัตตาอยู่กับเราและไม่มีใครสามารถยกเว้นไปจากการมีปัญหากับอัตตาได้
ดังนั้นขอจงได้ยินดีที่จะได้ฝึกจิตสู้กับอวิชชา เมื่อใดที่อวิชชาเริ่มปรากฏชัด
แทนที่จะมีปฏิกิริยาในทางลบต่อมัน ลองฝึกสร้างปฏิกิริยาในทางบวก
คุณอาจจะลองถอนหายใจด้วยความโล่งใจ แล้วบอกว่า "อ้า ตอนนี้ฉันเห็นอัตตาของฉันชัดเลย"
เมื่อนั้นคุณจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แท้จริงของการฝึกจิตต่อสู้กับอัตตาเพื่อการเอาชนะอวิชชาภายใน
เมื่อนั้นคุณจะพบว่าเส้นทางแห่งการรู้แจ้งนั้นแท้จริงเป็นเส้นทางที่สนุกทีเดียว
ฝึกจิตสู้กับแรงต่อต้าน
เราทุกคนต่างก็มีแรงต่อต้านภายในต่อการเรียนรู้
เพราะเราทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ต่างก็มีอัตตาที่แข็งแรงกันทั้งนั้น
เมื่อเราพบว่าเราไม่เข้าใจอะไรเลยในตอนแรก ธรรมชาติของอัตตาจะรู้สึกหวาดกลัวราวกับถูกคุกคามจากประสบการณ์นั้น
และเมื่อนั้นเราเหมือนตกอยู่ในอันตรายจากการที่อัตตาได้ปิดตายต่อการเรียนรู้เสียแล้ว
เราอาจจะรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง คิดไปว่าเราไม่สามารถที่จะเข้าใจคำสอนนี้ได้
หรือไม่ก็คิดไปว่าการเรียนรู้สิ่งที่เราไม่รู้จะทำให้ทิฐิมานะความหยิ่งทะนงในตนบาดเจ็บ
เราควรที่จะตระหนักว่าแท้จริงนั่นคือ
ความรู้สึกขยาดกลัวของอัตตา หาใช่ธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ที่แท้จริงของตัวเราไม่
มันคือความรู้สึกที่นำมาซึ่งอุปสรรคและความยากลำบากนานาประการในชีวิต
คงจะเป็นประโยชน์มากทีเดียวหากเราสามารถเฝ้ามองดูกระบวนการที่เกิดขึ้น
และลองฝึกจิตใจของเราไปพร้อมๆกัน
แน่นอนว่าการเรียนรู้ที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องยาก
ขอบเขตแห่งความจริงหรือธรรมะนั้นแสนกว้างใหญ่ อาจเรียกได้ว่าไร้ขอบเขต
ความหมายของมันนั้นก็แสนลุ่มลึก ดังนั้นเราจึงควรที่จะตระหนักรู้ในเบื้องต้นว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำความเข้าใจกันนี้หาใช่เป็นเรื่องง่าย
อย่างไรก็ดีหากย้อนกลับมาทำความเข้าใจครั้งที่สองหรือครั้งที่สาม
เราก็น่าที่จะสามารถเข้าใจมันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เปรียบได้กับการที่เราจะเอาหม้อมารองน้ำฝน
เพียงหยดเดียวหม้อก็คงไม่สามารถที่จะเติมเต็ม แต่หากเรารองไปเรื่อยๆหยดแล้วหยดเล่าในที่สุดน้ำฝนก็จะเติมเต็มหม้อใบนั้น
เช่นเดียวกันหากเราน้อมนำเอาความหมายเข้าสู่ใจทีละน้อย จิตใจเราก็จะค่อยๆถูกเติมเต็มด้วยความรู้และความเข้าใจในธรรมะ
พึงรักษาความสดใหม่และความเปิดกว้างของจิต
เพราะมันจะเป็นพื้นที่รองรับความเข้าใจที่จะขยายกว้างขึ้น ในทุกหัวข้อหรือทุกครั้งที่คุณได้เรียนรู้มันอีกครั้ง
ในกระบวนการเรียนรู้อย่างพุทธ เมื่อความรู้ของคุณเพิ่มขึ้น ความเข้าใจของคุณก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
และมันจะเป็นบาทฐานที่สำคัญที่จะทำให้คุณได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งใหม่ๆที่คุณยังไม่เคยรู้มาก่อน
หากเข้าใจในจุดนี้ ความเข้าใจในธรรมะจึงเป็นเพียงคำถามของเวลา
ไม่ต้องรู้สึกราวกับเผชิญเคราะห์กรรมหรืออะไร ขอเพียงมีความอดทน
ก้าวแรกคือการเริ่มต้นสร้างรากฐานอันนี้เสียก่อน
ฝึกฝนในความเบิกบาน
เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะฝึกฝนจิตใจในยามที่เราพบแรงต่อต้าน
ซึ่งโดยมากมักจะถูกก่อขึ้นจากความขี้เกียจ โดยมากเราแทบจะไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าแรงต่อต้านมันคืออะไร
หรือ ในอีกทางหนึ่งเราอาจจะมองมันราวกับเป็นแรงต้านที่มีอยู่ในตัวตนของเราอย่างสมบูรณ์ถาวร
หากเรายอมรับทัศนะเช่นนั้นโดยปราศจากการมองอย่างใคร่ครวญเสียแล้ว
เราก็คงไม่มีทางที่จะเอาชนะความขี้เกียจนั้นไปได้ และมันก็จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
ในการที่จะเผยม่านแห่งความขี้เกียจสู่สภาวะจิตแห่งปัญญาที่เรามี
ในทางกลับกัน หากการเรียนรู้เป็นเสมือนต้นกำเนิดแห่งความเบิกบานและความสนุกสนานที่แท้แห่งชีวิต
เมื่อนั้นข้อแก้ตัวทั้งหลายทั้งมวลที่เราสร้างขึ้นปกป้องความขี้เกียจนั้นก็จะเริ่มเผยตัวเองออก
เมื่อความเบิกบานงอกงามขึ้น เราก็จะค่อยๆเต็มใจที่จะเปลื้องข้อแก้ตัวทั้งหลาย
รวมทั้งความขี้เกียจภายในใจที่เรามี
การฝึกฝนตัวเราต่อความเบิกบานในการเรียนรู้
เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความเข้าใจที่ว่าการเรียนรู้แท้จริงคืออะไรกันแน่
และมันจะมีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างไร การฝึกฝนเฝ้ามองอะไรก็ตามที่คุณรู้สึกไม่พึงใจหรืออะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดแรงต้านภายในนั้น
สามารถที่จะก่อให้เกิดความเบิกบานได้ ตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณฝึกทำสมาธิ
ขณะที่นั่งอยู่บนอาสนะคุณอาจจะรู้สึกไม่มีความสุข ไม่พึงพอใจเอาเสียเลย
อยากจะลุกไปทำอย่างอื่นเสียให้ได้ แต่เมื่อคุณเพียงแต่ตามเฝ้าดูความไม่พอใจอันนั้น
คิดถึงสิ่งที่คุณคิดจะทำ คุณจะตระหนักได้ทันทีว่าทางเลือกทั้งหลายทั้งมวลของคุณ
แทบจะหาสาระอะไรไม่ได้เลย เมื่อนั้นคุณก็จะรู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ
รู้สึกถึงสันติเบิกบานภายในต่อการทำหน้าที่ของคุณตรงนั้น
หากคุณมัวไปต่อสู้กับแรงต้านนั้นอย่างตรงๆ
คุณก็เหมือนกับไปเพิ่มพลังให้กับมัน ผลก็คือนอกจากคุณจะไม่พบกับความเบิกบานแล้ว
คุณยังไม่สามารถเอาชนะกับแรงต้านนั้นได้ด้วย เมื่อคุณใคร่ครวญถึงความสำคัญของการปฏิบัติ
คุณค่าที่มันมีต่อชีวิตคุณ เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกเบิกบานตามธรรมชาติ
คุณสามารถใช้วิธีเดียวกันนี้กับการเรียนรู้ใดๆ เพื่อเป็นการฝึกฝนจิตให้เบิกบานยิ่งขึ้น
บ่วงรัดรุมทางโลก ๘ ประการ
บางครั้งผู้คนมาเรียนรู้ด้วยความคิดที่ว่าอยากที่จะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น
เหตุผลนี้อาจจะดูดี แต่จริงๆแล้วสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องคิดเป็นอย่างแรก
คือวิธีที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคำสอนทั้งหลาย เพื่อให้ประโยชน์แก่ตัวคุณเอง
คนที่มัวแต่คิดจะไปช่วยหรือจะไปสอนผู้อื่นบางครั้งสามารถที่จะติดกับสิ่งที่เรียกว่า
"มาร" ของบ่วงรัดรุมทางโลก ๘ ประการ ซึ่งก็คือ
หวังที่จะได้
กลัวที่จะสูญเสีย
หวังที่จะพอใจ
กลัวที่จะเจ็บปวด
หวังที่จะได้รับการยกย่อง
กลัวการถูกตำหนิ
หวังที่จะมีชื่อเสียง
กลัวที่จะไม่มีความสำคัญ
เราจะต้องพยายามที่จะไม่ถูกทำให้ไขว้เขวจากบ่วงรัดรุมทั้งแปดประการนี้
แต่ตรงกันข้ามต้องพยายามละมันให้ได้ เพราะหากคุณมัวแต่หมกมุ่นไปกับความหวังที่จะได้ประโยชน์ทางโลก
การเรียนรู้ของคุณก็จะไม่ไปไหน ไม่มีทางที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นยาอายุวัฒนะแห่งจิตใจ
อย่างที่มันน่าจะและควรที่จะเป็น
คำสอนของพระพุทธองค์เปรียบได้กับยาอายุวัฒนะ
พระพุทธองค์เปรียบได้กับแพทย์รักษาโรคผู้เชี่ยวชาญ และเราเปรียบได้กับคนไข้ที่ต้องการการรักษาจากการเจ็บไข้แห่งอวิชชาและสังสารวัฏฏ์
หากแรงผลักดันภายในของเราคือการกำจัดต้นตอของการเจ็บไข้ซึ่งก็คืออวิชชา
นั่นแสดงว่าเรามีแรงผลักดันภายในที่ดีต่อการเรียนรู้ธรรมะ แต่หากเราติดกับมารแห่งบ่วงรัดรุมทางโลกแปดประการนั้นแล้ว
ชีวิตเราจะทำประโยชน์แก่ผู้ใดไม่ได้เลย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องมีความระแวดระวังในข้อนี้
เรียนรู้ในการน้อมนำคำสอนสู่ตัวเรา
หลายคนที่ข้าพเจ้าเคยพบ
ยามใดที่เขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ ก็มัวแต่คิดที่จะไปสอนหรือถ่ายทอดสู่ผู้อื่น
ในหัวของคนเหล่านั้นมัวแต่คิดที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้อื่น
ก่อนที่เขาสามารถที่จะน้อมนำสิ่งที่เขาเรียนรู้สู่ชีวิตประจำวันของเขาเสียด้วยซ้ำ
หรือแม้แต่ยามที่เราคิดจะสร้างความประทับใจต่อผู้อื่นนั้น มันก็หาได้ก่อให้เกิดผลดีมากมายแต่อย่างใดหากเราเองยังไม่สามารถปฏิบัติมันได้
การน้อมนำคำสอนสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะคำสอนเรื่อง
"ความว่าง" คำสอนเรื่องนี้เป็นหัวใจที่จะนำเราสู่การหลุดพ้นจากความยึดมั่นในตัวตนของตน
เราดูจะไม่ได้ตระหนักถึงเสียงข้างในและทัศนคติของเราว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่
เรามักจะตกอยู่ในความตื่นเต้นหรือความยั่วยวนใจทั้งหลายแหล่ และคล้อยตามไปกับสิ่งเหล่านั้นอย่างหน้ามืดตามัว
เราต้องอาศัยจิตใจอันลึกซึ้งในการใคร่ครวญดูว่าจริงๆ แล้วเราอยู่
ณ จุดใดกันแน่ หากเราพบว่าจิตใจเราหาได้อยู่ในสถานที่ที่ดีนัก
สำคัญมากที่เราจะต้องแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องเสีย ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงต่อการทำอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นด้วยการมีทัศนคติที่ผิดๆ
อย่างที่ดักโป รินโปเช (กัมโปปะ) กล่าว "หากเราไม่ประพฤติธรรมอย่างเหมาะสม
ธรรมนั้นก็สามารถกลายเป็นปัญหาต่อเราได้"
เครื่องมือแห่งปัญญาทั้งสาม
เรากำจัดอวิชชาด้วยการบ่มเพาะพลังแห่งปัญญาด้วยสามเครื่องมือแห่งปัญญา
อันได้แก่ ปัญญาจากการฟัง ปัญญาจากการน้อมนำใครครวญสู่ใจ และปัญญาแห่งการภาวนา
ในไม่ช้าเราจะสามารถเห็นโลก เข้าใจวิถีการมองโลก และตระหนักรู้ถึงจิตใจของเราเองอย่างถูกต้องอย่างที่มันเป็น
และความมั่นใจของเราจะงอกงามตามธรรมชาติของมัน หากเราเรียนรู้
น้อมนำสู่ใจใคร่ครวญ และภาวนา เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเราวันต่อวัน
เดือนต่อเดือน ปีต่อปี
อะไรคือปัญญาแห่งการฟัง...ขณะที่พวกคุณฟังข้าพเจ้าพูดอยู่นี้
มันได้เกิดรอยประทับขึ้นในจิตใจของคุณ แตกต่างกันไปในแต่ละคนขึ้นอยู่กับความมากน้อยของการเปิดรับ
รอยประทับนี้จะเด่นชัดในใจของคนที่มีจิตใจที่เปิดกว้าง ซึ่งเราแต่ละคนจะบ่มเพาะความหมายของสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนจากการได้ยิน
แต่เมื่อเราได้ย้อนกลับไปหาสิ่งที่เราได้ยินนั้นแล้วน้อมนำสู่ใจมาใคร่ครวญดู
ความเข้าใจของเราก็จะละเอียดขึ้น ชัดเจนขึ้น เราจะค่อยๆไปสู่ภาพที่สมบูรณ์ของสิ่งที่เราเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นหากเราได้ฝึกภาวนาทั้งสมถะ และวิปัสสนา ควบคู่ไปกับการภาวนาในความว่างจากอัตตาตัวตน
ความรู้แจ้งก็จะปรากฏ สิ่งที่เราประสบในตอนแรกที่เปรียบได้กับภาพหรือเพียงความรู้สึกเผินๆก็จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิอันชัดแจ้ง
กลายเป็นประสบการณ์ที่สดใหม่ของการรู้แจ้งในสิ่งๆนั้น นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า
ปัญญาแห่งการภาวนา
เมื่อเราได้เข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนรู้
เราก็จะเข้าใจว่าแท้จริง ปัญญาทั้งสามส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ดั่งกระแสธารแห่งปัญญา เริ่มด้วยการได้ยินคำสอน เราเรียนรู้ที่จะนำมันมาสู่ใจเพื่อใคร่ครวญ
เราเรียนรู้วิธีการภาวนา ด้วยการภาวนาเราเรียนรู้ที่จะรวมตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับความหมายของคำสอนนั้น
ซึ่งมันจะกลายเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เป็นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงภายในโดยสมบูรณ์
นี่คือเป้าหมายของการเรียนรู้และประพฤติธรรมอย่างแท้จริง...
Boulder, Colorado
๒๒ มกราคม ๒๕๔๘.. 
|