สำรวจปมวิกฤตแล้ง วัน"แม่น้ำโขง"แห้งเหือด!

สภาพแม่น้ำโขงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย แห้งผากที่สุดในรอบ 50 ปี
 
สถานการณ์ระดับน้ำใน "แม่น้ำโขง" มหานทีเส้นเลือดใหญ่ของไทย มีปริมาณลดต่ำเหือดแห้งที่สุดในรอบ 50 ปี ซ้ำเติมวิกฤตภัยแล้ง ส่งผลให้เกิดคำถามเซ็งแซ่ว่า ตกลงแล้วสาเหตุมาจากอะไรกันแน่

เพราะบางกระแสชี้ว่าเป็นผลกระทบจากการที่เขื่อนใน "จีนแดง" ชาติมหาอำนาจเอเชีย กักเก็บน้ำไว้ ขณะที่อีกฝ่ายระบุว่าสืบเนื่องจากวิกฤตสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และพื้นที่ป่าไม้ลดลง

"ข่าวสดหลากหลาย" รวบรวมข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมาให้พิจารณา

สําหรับความเห็นจากกลุ่มที่มองว่า "เขื่อนจีน" คือ ตัวการสำคัญ ซึ่งปิดกั้น-เก็บกักน้ำโขงเอาไว้นั้น คณะทำงานภาคประชาชนที่เกาะติดปัญหา ทั้ง "โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต" และ "เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง" ออกแถลงการณ์เปิดผนึกถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายต้นตอ ว่า

เครือข่ายฯ พบว่า ตั้งแต่ต้นเดือนก.พ. จนถึงขณะนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงผิดปกติจนอยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งมีระดับใกล้เคียงกับระดับน้ำโขงในช่วงเดียวกันของปี 2536 อันเป็นช่วงที่เขื่อน "มั่นวาน" ของจีน เริ่มเก็บกักน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

และจากข้อมูลระดับแม่น้ำโขงเผยแพร่โดย "คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง" ณ วันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขง จะมีระดับน้ำต่ำกว่านี้อีกในอนาคต

ระดับน้ำต่ำผิดปกติดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำโขงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาปลา การสัญจรทางน้ำ และน้ำอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอเชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

นับตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. พบว่า เรือโดยสารขนาดใหญ่ระหว่างห้วยทราย-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์ ในสปป.ลาว ต้องหยุดเดินเรือ

เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง ยังพบข้อมูลสนับสนุนถึงสาเหตุที่รัฐบาลจีนสั่งกักน้ำโขงว่า ดูได้จากรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ "ไชน่าเดลี่" ฉบับ 9 ก.พ. ที่แจ้งว่า

นับตั้งแต่ปลายปี 2552 เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ "มณฑลยูนนาน" ร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี บริษัทผู้ดำเนินการเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้ง 4 แห่ง ระบุว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนลดลงและกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าของจีน

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ "หนานฟ่างเดลี่" ก็ราย งานว่าไฟฟ้าจีนที่ผลิตได้จากเขื่อนบนแม่น้ำโขงขึ้นอยู่กับระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน "เสี่ยววาน" ซึ่งเขื่อนแห่งนี้ต้องจัดการระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่ในขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมากและทำให้กระแสไฟฟ้าในยูนนานลดลง

เครือข่ายเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น ต่อการพัฒนาบนแม่น้ำโขงโดยเฉพาะการสร้างเขื่อนในประเทศจีน เนื่องจากได้สร้างผลกระทบด้านท้ายน้ำมาตั้งแต่ปี 2536 ทั้งในฤดูแล้งและในฤดูฝน ดังเช่นสถานการณ์น้ำท่วมในฤดูฝนเดือนส.ค. 2551

1.ความใหญ่โตของเขื่อนมั่นวาน ประเทศจีน (ภาพ/pouvsavuth.wordpress)
2.สภาพแม่น้ำโขงแห้งขอด
3.ขุดน้ำซับใช้แก้ปัญหาล่วงหน้า
4.สามเหลี่ยมโขงตอนใต้ เวียดนาม
5.การสัญจรทางน้ำของชาติลุ่มน้ำโขงเป็นไปอย่างสะดวก เมื่อมีน้ำ

ด้วยเหตุผลข้างต้น เครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล ไทยมีท่าทีที่ชัดเจนต่อรัฐบาลจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของประชาชนไทย ที่อาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำในระยะเฉพาะ หน้านี้ และต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลการกักเก็บน้ำของเขื่อนบนแม่น้ำโขงในประเทศจีน

รวมถึงประสานงานกับรัฐบาลชาติกลุ่มลุ่มน้ำโขง ทำการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงตั้งแต่ จ.เชียงราย จนถึง จ.อุบล ราชธานี เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น!

ปัจจุบัน เขื่อนจีนซึ่งสร้างขวางแม่น้ำโขงในจีนขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประกอบด้วย

1. เขื่อนเสี่ยววานมีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นเขื่อนที่ตั้งอยู่ทางตอนบนสุดของแม่น้ำโขงแดนมังกร

2. เขื่อนมั่นวานผลิตไฟ 1,500 เมกะวัตต์

3. เขื่อนต้าเฉาชาน 1,350 เมกะวัตต์

4. เขื่อนจิงหง 1,500 เมกะวัตต์

ปริมาณความจุอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั้ง 4 มีรวมกันราว 17,603 ล้านลูกบาศก์เมตร

ข่าวบางสำนักเผยว่า คาดว่าในเร็ววันนี้จีนจะยังไม่ปล่อยน้ำลงมาใต้เขื่อน เพราะเกรงว่าจะมีปริมาณน้ำไม่พอใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า

"ทหารเรือบอกว่าระดับน้ำโขงลดลงมากกว่าปี 2540 ซึ่งตอนนั้นจีนปิดเขื่อนแห่งแรก มีผลให้บ่อน้ำบาดาลแห้งไปด้วย แม้กระทั่งน้ำประปาเองก็มีปัญหา ช่วงนี้ไม่มีการปล่อยน้ำมาเลย เพราะเรือขนสินค้าจากจีนจอดอยู่ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย หลายวันแล้ว แต่มีเรื่องดีเกิดขึ้นเมื่อมีพระธาตุเก่าแก่โผล่ขึ้นกลางแม่น้ำโขงในฝั่งลาว ที่เกาะดอนแท่น และทางการลาวกำลังสำรวจอยู่" นายมิติ ยาประสิทธิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงแสน เผย

ขณะเดียวกัน จากการสำรวจพบอีกว่า วิกฤตแม่น้ำโขงแทบไร้น้ำเที่ยวนี้ ทำให้การจราจรทางน้ำของลาวเดือดร้อนหนัก การขนส่งทางเรือระหว่างกรุงเวียงจันทน์กับเมืองปากลาย แขวงไชยบุรี ต้องหยุดชะงัก อีกทั้งพื้นที่การเกษตรก็เริ่มเสียหาย

หันมาฟังข้อมูลจากฝั่งนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทยกันบ้าง

เริ่มต้นจาก ผศ.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า

สาเหตุที่ระดับน้ำโขงลดลงอย่างมากในช่วงนี้ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดขึ้นจากอะไร แต่หลายฝ่ายมองกัน คือ เรื่องของเขื่อน

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า "เขื่อนไม่ใช่ประเด็นเดียว" แต่มีเรื่องของ "การเปลี่ยนแปลงในสภาพพื้นที่ต้นน้ำ" เข้ามาพัวพันด้วย

เรื่องแรก ได้แก่ ปีนี้มีสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ ส่งผลให้มีการสะสมของหิมะในธารน้ำแข็งตอนเหนือของต้นน้ำโขงได้มากกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อหนาวจัดจะส่งผลให้น้ำไหลลงมาได้น้อยกว่าปกติ ช่วงฤดูร้อน

อีกเรื่อง นั่นคือ ลักษณะ "ป่า" ในเขตต้นน้ำทางเหนือไปจากแม่น้ำโขงตอนล่าง คือ ในลาวตอนเหนือ จีนตอนล่าง และพม่านั้นมีพื้นที่ป่าลดลง

เมื่อเขตป่าดังกล่าวลดลง แล้วเกิดภาวะน้ำในฤดูแล้งลดลงตามไปด้วยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

"ปัญหาแม่น้ำโขงครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นไปได้ที่จีนเริ่มกักเก็บน้ำจนเป็นต้นตอทำให้ระดับน้ำลดลง เพราะว่าที่ "เชียงแสน" ส่วนใหญ่พื้นที่มากกว่าครึ่งต้องนำน้ำมาจากประเทศจีน ส่วนต้นน้ำที่ถูกน้ำแข็งกักไว้ไม่มีใครรู้ว่ามีมากหรือมีน้อย และสาเหตุของป่าไม่สามารถที่จะมองเห็นได้เพียงแค่ปีเดียว" ผศ.อานนท์

ผอ.ศรภอ. ชี้ต่อไปว่า ในกรณีของ "แม่น้ำสาละวิน" ที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีนคล้ายกับแม่น้ำโขง แต่ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ขวางกั้น ถ้าน้ำสาละวินมีระดับที่ลดลงเช่นกัน จะรู้ได้ว่าการตั้งสันนิษฐานเรื่อง "การสะสมของหิมะในน้ำแข็ง" เป็นจริง

แต่หากเป็นเรื่องของธารน้ำแข็งจริงๆ จะเป็นปัจจัยที่น่ากังวลมาก เนื่องจากหากช่วงนี้มีหิมะสะสมในสภาพน้ำแข็งมากๆ เข้า และฤดูร้อนมีอากาศร้อนจัด อาจจะทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นท่วมสองฝั่งอีก และอาจต้องเรียกร้องให้จีนปิดเขื่อนกักน้ำไว้ เพราะเมื่อมีเขื่อนแล้วทำให้สภาพต่างๆ เปลี่ยนไป จึงควรให้มีการพูดคุยระหว่างประเทศที่ใช้น้ำโขงร่วมกันให้มากขึ้น

ตามปกติ แม่น้ำโขงจะมีความแตกต่างระหว่างระดับน้ำในฤดูแล้งและฤดูน้ำมาก แต่ทุกวันนี้มีนักนิเวศวิทยากังวลว่า ปัจจุบันมีความแตกต่างของน้ำโขงลดลง และเวลาที่พูดถึงแม่น้ำโขงต้องพูดถึงที่ไหน หากพูดถึงระดับน้ำที่ "อุบลราชธานี" สมมติว่ามีน้ำน้อย ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวกับเขื่อนในจีน เพราะน้ำในแถบอุบลฯ มาจากจีนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ หากน้ำน้อยด้วยต้องมองถึงว่าน้ำจากลาวและไทยที่ปล่อยลงน้ำโขงน้อยลงด้วย

ส่วนคำถามว่า ปีหน้าน้ำโขงจะมีโอกาสเหือดแห้งแบบปีนี้หรือไม่ ผศ.อานนท์ ระบุว่า ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ชัดเจน

"ความแตกต่างระหว่าง "ต้นน้ำที่เป็นน้ำแข็ง" กับ "ต้นน้ำที่เป็นป่า" ก็คือ ต้นน้ำน้ำแข็งจะสะสมน้ำในฤดูแล้ง แล้วละลายกลายเป็นน้ำปล่อยสู่แม่น้ำโขง แต่สำหรับพื้นที่ป่าจะตรงข้ามกัน เพราะสะสมในฤดูน้ำ แล้วปล่อยในฤดูแล้ง" ผศ.อานนท์ กล่าว

ด้าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานศูนย์เตือนภัยแห่งชาติและอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฟันธงผ่านเวทีบรรยายเรื่อง "ทฤษฎีและหลักปฏิบัติการจัดหาน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง" สัปดาห์ก่อน ว่า

เราคาดการณ์ว่าในฤดูร้อนปีนี้จะยาวนาน

อุณหภูมิที่ปกคลุมพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสูงผิดปกติ เนื่องจากมีปรากฏการณ์ "เอล นิโญ่" ซึ่งจะเกิดภาวการณ์ขาดแคลนน้ำ เพราะมีการระเหยของน้ำสูงมาก และจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำในการกสิกรรม และเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะปัญหาที่จะเกิดขึ้นในโอกาสข้างหน้าคือ น้ำสำหรับใช้ในการบริโภคจะมีปัญหามาก

เชื่อว่าวันข้างหน้าน่าจะเกิดปัญหาการ "แย่งน้ำ" ขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าไม่มีการจัดการที่ดี

ดร.สมิทธ ชี้ถึงสมมติฐานแม่น้ำโขงแห้งขอดจนเดินข้ามได้ เพราะจีนปิดกั้นเขื่อน ด้วยว่า

คิดว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะประเทศจีนกักน้ำไว้จริง แต่เป็นการกักน้ำไว้เพื่อทำพลังงานไฟฟ้า เมื่อพลังงานเต็มก็จะปล่อยออกมา ฉะนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงไม่ใช่เขื่อนที่ประเทศจีนกักกัน แต่เป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน การละลายของหิมะที่ปกคลุมอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยอาจจะมีการละลายรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น น้ำส่วนหนึ่งก็ไหลลงทะเลไปหมดแล้ว ทำให้เหลือในฤดูแล้งนี้ปริมาณหิมะที่เหลืออยู่ไม่พอที่จะมาให้ปริมาณของน้ำ ในแม่น้ำโขงสูงขึ้น

"วิธีการแก้ปัญหา ก็คือ ต้องขุดสระ ขุดบ่อเก็บกักน้ำไว้ถึงจะมีน้ำไว้อุปโภค บริโภค ไปตลอดฤดูแล้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาหลักที่ไทยไม่เคยแก้ไขให้เป็นรูปธรรม" ประธานศูนย์เตือนภัยฯ แนะทางออก

ต้นกำเนิดแม่น้ำโขง

"แม่น้ำโขง" เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาจี้ฟู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยบนที่ราบสูงทิเบต เขตจังหวัด หยู่ซู่ มลฑลฉิงไห่ ประเทศจีน โดยมีแม่น้ำจาคูและแม่น้ำอาคูไหลมารวมกัน

คนจีนทั่วไปเรียกลำน้ำโขงว่า "แม่น้ำหลานซาง " มีความหมายว่า แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก

แต่คนชนชาติลื้อในแคว้นสิบสองปันนาเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า "แม่น้ำล้านช้าง"

แม่น้ำโขงไหลผ่าน 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม มีความยาวทั้งสิ้น 4,909 กิโลเมตร หรือเป็นแม่น้ำครองสถิติยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก มีจำนวนพันธุ์ปลาที่สำรวจพบ 1,245 ชนิด มีพื้นที่ชุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร

แม่น้ำโขงตอนบนจะได้รับน้ำจากการละลายของหิมะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตอนล่างได้รับน้ำจากป่าบนเทือกเขาต่างๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนมากมหาศาลตลอดลำน้ำ และลำน้ำสาขา

ข้อมูล : โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต

หน้า 21

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEE1TURNMU13PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNeTB3T1E9PQ==


โปรดกรอกข้อมูลให้ครบทุกช่อง
ความคิดเห็น :
ชื่อ :
อีเมล์ :

หน้าแรก | ความเคลื่อนไหว | ประเด็นร้อน | บทบัญญัติและคำสอน | ศาสนสัมพันธ์ | บทความ,ข่าว และทัศนะ| ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน
รวมลิ้งที่น่าสนใจ

 

  เครือข่ายศาสนิกชนแห่งประเทศไทย  ๑๔/๓๗๐ หมู่ ๑๐ ถนนพระราม ๒ ซอย ๓๘
  แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพ ๑๐๑๕๐
  โทรศัพท์ ๐-๒๘๔๐-๑๕๐๔,๐-๒๘๔๐-๑๙๔๙,๐๘-๖๗๕๗-๕๑๕๖
  โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๑๒๑๔

  อีเมล: mail@metta.or.th