บี้รื้อ 5 สัญญาอัปยศ ทำชาติฉิบหายแสนล้าน


อัยการตั้งแท่นลับดาบฟันอาญา-ฟ้องแพ่ง หลายเสียงหนุนยกเลิกสัญญาทาสเอื้อชินคอร์ป บี้ไอซีที-ทีโอที-กสท รื้อข้อตกลงอัปยศ 5 มาตรการทำรัฐฉิบหายแสนล้าน ยุมาร์คลุยเอง เหตุไม่ไว้ใจ "ระนองรักษ์" เปิดข้อตกลงแก้สัญญาดาวเทียมไทยคม "เลี้ยบ" ส่อเข้าปิ้ง ชงหวานให้บริษัทนายใหญ่ เผยมติลับ "รอง ปธ.ศาลฎีกา" ให้ยึดเรียบ 7.6 หมื่นล้าน แต่พ่ายเสียงส่วนใหญ่ "ตู่" หนุนราวีองค์คณะฯ ให้ล่าชื่อถอดถอน

หลังจากมีการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ. 2553 ซึ่งมีการเปิดเผยมติลับและรายชื่อองค์คณะตุลาการผู้พิจารณาสำนวนคดียึดทรัพย์ที่มีเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ใน 2 ประเด็นสำคัญแห่งคดี คือ

1.การทำความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ใช้อำนาจทางการเมืองออก 5 มาตรการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณปกปิดการถือหุ้นหรือไม่

2.การยึดทรัพย์สมควรจะยึดทรัพย์แบบไหน คือยึดทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท ตามคำร้องของอัยการหรือจะยึดบางส่วน

โดยข่าวดังกล่าวระบุว่า ประเด็นแรกเรื่องการทำความเห็นเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป องค์คณะมีความเห็น 8 ต่อ 1 ซึ่ง 1 เสียงที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดคือ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา

เช่นเดียวกับในประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์ ที่ข่าวดังกล่าวเสนอว่ามีมติ 7 ต่อ 2 คือ 7 เสียงให้ยึดบางส่วน และ 2 เสียงให้ยึดหมด โดย 1 ใน 2 เสียงที่ให้ยึดหมดคือ นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่า ในการวินิจฉัยขององค์คณะในเรื่องเกี่ยวกับการยึดทรัพย์นั้น ปรากฏว่าผู้พิพากษาองค์คณะทั้ง 9 คน มีมติเอกฉันท์ว่าต้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนประเด็นเรื่องการวินิจฉัยว่าจะยึดทรัพย์เป็นจำนวนเท่าใดนั้น รายชื่อเพิ่มเติมที่ได้รับมาคือ ใน 2 เสียงที่เห็นว่าสมควรให้ยึดหมดนอกจากนายกำพลแล้ว อีก 1 เสียงคือ นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา

นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการเตรียมทบทวนสัญญาของบริษัทเอกชนใน 5 มาตรการกิจการโทรคมนาคมที่ศาลฎีกาตัดสินว่าเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป รวมถึงการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไปทั้งทางแพ่ง-อาญาเรื่องภาษีอากร ว่าสำนักงานอัยการสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายพิเศษที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีการสอบสวนดำเนินคดี อัยการสามารถทำหน้าที่ยื่นฟ้องให้ได้ แต่ตามกฎหมายและหลักการดำเนินคดีอาญา ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนดำเนินคดี เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) ป.ป.ช. ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนเสียก่อน แล้วจึงส่งความเห็นให้อัยการพิจารณาสั่งคดีว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้องหรือไม่

นายธนพิชญ์กล่าวต่อว่า ส่วนคดีแพ่งที่เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือภาษีอากรนั้นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง หรือกรมสรรพากร ดำเนินการตรวจสอบก่อนว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร จำนวนเท่าใด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วส่งให้อัยการพิจารณาเพื่อสั่งคดี และยื่นฟ้องต่อศาลให้หน่วยราชการที่เสียหายต่อไป แม้นายกฯ จะให้ความสำคัญแก่อัยการที่ให้ดำเนินการเรื่องนี้ แต่กฎหมายยังไม่ได้เปิดช่องให้อัยการเข้าเป็นพนักงานสอบสวนโดยตรง ยกเว้นคดีพิเศษที่ร่วมสอบสวนกับดีเอสไอ หรือการไต่สวนของ ป.ป.ช.

"เข้าใจว่านายกฯ เห็นว่าการดำเนินคดีเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่อัยการต้องปฏิบัติตามขั้นตอน และยืนยันว่าเมื่อคดีมาถึงอัยการแล้วจะเร่งดำเนินคดีอย่างเต็มที่ คดีที่มีหลักฐานพอฟ้องก็จะฟ้อง ถ้ามีข้อไม่สมบูรณ์จะส่งไปสอบเพิ่ม ส่วนคดีแพ่งหากมี อัยการจะตรวจสอบดูแลอย่างเต็มที่เพื่อเรียกค่าเสียหายสูงสุดคืนแก่แผ่นดิน" นายธนพิชญ์กล่าว

มาร์คไม่สนคำขู่ทักษิณ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประกาศไม่ยอมรับผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ของกระบวนการตุลาการว่า เป็นเรื่องยากที่จะให้คนพอใจคำตัดสิน คำพิพากษา ถ้าเราไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม เราจะไม่มีจุดจบ และกระบวนการยุติธรรมถ้ามีปัญหาจริง เช่น ไปพบว่าผู้พิพากษาหรือใครที่มีส่วนได้เสีย ก็มีกระบวนการที่ดำเนินการได้อยู่แล้ว ยังมองไม่เห็นว่ามีอะไรบ่งบอกถึงการใช้อำนาจของตุลาการในครั้งนี้มีความผิดปกติ การแจกแจงเหตุผลต่างๆ ก็ละเอียด การตัดสินก็ไม่ได้สุดโต่งไม่ทางหนึ่งทางใดขนาดบอกไปนรกสวรรค์ ความจริงถ้าไปนรกหรือสวรรค์แล้วถือว่าตัดสินสุดท้ายก็ไม่รู้จะอุทธรณ์อะไร คนไม่ยอมรับจะมีปัญหากับตัวเองมากขึ้น อยากให้มั่นใจว่าเราจะผ่านไปได้ ถ้าเราผ่านไปได้สังคมก็จะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น รัฐบาลเป็นส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ใครที่โวยวายเสียงดังกว่าหรือจะมาข่มขู่ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ประกาศไม่ยอมรับผลการตัดสินคดี พร้อมระบุว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องไปถามท่าน ส่วนคำถามที่ว่าการที่นายกฯ ให้อัยการเข้าไปดูแลคดีที่ต่อเนื่องจากคำพิพากษาอาจถูกครหาไปไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีเรื่องไล่ล่าทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่ให้ฝ่ายประจำไปดู รัฐบาลไม่ใช่คู่กรณีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คนที่เป็นคู่กรณีกับ พ.ต.ท.ทักษิณคือแผ่นดิน รัฐบาลมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของแผ่นดินเท่านั้นเอง เงินที่จะยึดได้ไม่ใช่เงินรัฐบาล แต่เป็นเงินของประชาชน ส่วนเรื่องเงินที่จะยึดคืนนั้นก็อยู่ในบัญชีที่ศาลอายัดไว้แต่แรกแล้ว เงินจะไม่ไปไหน แต่การบริหารจัดการตรงนี้ต้องไปดูตามความเหมาะสม

ขณะที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อคำพิพากษาระบุชัดหน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำพิพากษาก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เพราะมีตัวเลขสร้างความเสียหายต่อส่วนรวมระบุไว้ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลรวมถึงนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบไปดำเนินการ ไม่มีการเพิกเฉย

พท.หนุนถอดถอนเสียงข้างมาก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เปิดเผยว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณมีข้อที่น่าสงสัยหลายประการ อาทิ การยึดคำสั่งของคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมายตัดสิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมีการร่างคำพิพากษาไว้ล่วงหน้า เพราะมีการประชุมองค์คณะในช่วงเช้า ใช้เวลาน้อยกว่าการอ่านคำพิพากษา ภายหลังการประชุมก็มีการพิพากษาโดยทันที นอกจากนี้คำพิพากษาที่วินิจฉัยชี้ขาดโดยใช้เสียงข้างมาก แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนว่าเสียงข้างมากมีเท่าใด ไม่มีความชัดเจนเหมือนกับคดีอื่นๆ

"การยึดทรัพย์เป็นการตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตามจะมีประชาชนมายื่นถอดถอนองค์คณะเสียงข้างมาก ผมก็จะเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมลงชื่อด้วย ถ้าเอาคำตัดสินของทักษิณมาเป็นมาตรฐาน จะมี ส.ส.-รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้โดนกันทั้งนั้น คนแรกคือนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย" นายจตุพรกล่าว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวเช่นกันว่า คำพิพากษาคดียึดทรัพย์เป็นชะตากรรมของชนชั้นล่างที่ถูกชนชั้นสูงคือกลุ่มอำมาตย์กดขี่มาโดยตลอด พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเพียงไพร่ ที่บังอาจสร้างความเติบโตให้กลุ่มไพร่ด้วยกัน หุ้นที่เติบโตในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ไม่ได้มาจากการคดโกง หากเป็นนายกฯ แล้วมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แล้วกรณีประธานองคมนตรีใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์ให้บริษัทพวกพ้อง จะต้องมีการตรวจสอบและยึดทรัพย์ด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของไพร่ที่ต้องปกป้องไพร่ด้วยกัน จากระบอบอำมาตย์ และในสัปดาห์หน้าจะเริ่มลงมือเปิดโปง กรณีที่มูลนิธิรัฐบุรุษฯ ครอบครองที่ดินชาวบ้าน แล้วขายที่หากำไร และอีกหลายเรื่อง

"การต่อสู้คนเสื้อแดงวันนี้เลยจากชะตากรรม พ.ต.ท.ทักษิณไปนานแล้ว แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นคนที่ถูกกดขี่กับชนชั้นสูงซึ่งหมายถึงกลุ่มอำมาตย์ จากการคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านยังยืนยันจะร่วมขบวนการต่อสู้กับคนเสื้อแดงอย่างถึงที่สุด" นายณัฐวุฒิกล่าว

แฉทักษิณใช้"เอสซีฯ"ตุนที่ดิน

ส่วนท่าทีของพรรคการเมืองใหม่ นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค แถลงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงไอซีที กทช. ทบทวนและรื้อดูใบอนุญาต รวมถึงสัญญาต่างๆ ที่มอบให้แก่เอกชนว่าบกพร่องที่ใด และรีบปรับปรุงโดยเร็ว เช่นเดียวกับนายประพันธ์ คูณมี กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตและยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้เอาภาษีสรรพสามิตมาหักแทนการจ่ายค่าสัมปทาน โดยรัฐบาลต้องทำทันที

นายประพันธ์ระบุว่า จากการพิพากษาดังกล่าวจะพบว่ามีกรณีการทุจริตในรัฐบาลเป็นจำนวนมาก และบุคคลที่เคยร่วมทุจริตในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังอยู่ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนั้นนายอภิสิทธิ์จำเป็นต้องกวาดล้างบุคคลที่มาซุกตัวอยู่ในรัฐบาลนี้ พร้อมกับย้ำว่าต้องรื้อฟื้นคดีเอสซี แอสเสท กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวได้ร่วมกระทำความผิดอย่างร้ายแรง เพราะระหว่างที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีการไปแก้ไขระเบียบการขายทรัพย์ที่ยึดมาจากการบังคับคดี ส่งผลให้บริษัท เอสซี แอสเสท สามารถไปซื้อที่ดินราคาถูกมาครอบครองไว้ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีทรัพย์สินที่ซุกซ่อนไว้ในบริษัท เอสซี แอสเสท เป็นกว่าแสนไร่ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับที่ดินรัชดาฯ การยกเลิกสัญญาต่างๆ นายกรัฐมนตรีต้องมานั่งหัวโต๊ะในการจัดการปัญหาดังกล่าว อย่าปล่อยให้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ดูแลเพียงคนเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสัญญาหลายฉบับที่กำลังถูกกระแสสังคมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสท-ทีโอที-กระทรวงไอซีที ต้องทบทวนหรือยกเลิกสัญญาหลังจากคำพิพากษาของศาลฎีการะบุชัดว่าเป็นการออกมาโดยมิชอบและทำเพื่อเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป

หนึ่งในสัญญาที่กำลังถูกจับตามองคือ กรณีเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม ที่ คตส.ได้สรุปผลการสอบสวนว่าเป็นการแก้ไขสัญญาที่มิชอบทำให้รัฐเสียประโยชน์ เช่น สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) ซึ่งขณะนี้คณะทำงานฝ่ายอัยการที่ดูแลเรื่องสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนกำลังจะเข้าไปพิจารณาอยู่ว่าเป็นสัญญาที่ทำให้รัฐเสียหายและสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้หรือไม่

รายงานข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า สัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ณ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรุงเทพมหานคร ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กับบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยนายดำรง เกษมเศรษฐ์ อดีตกรรมการผู้รับมอบอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ตามหนังสือมอบอำนาจ ฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547

รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวกระทรวงไอซีทีกับชินคอร์ปได้ทำสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2534 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2535, สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2536, สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินการกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2541 และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2543 โดยมีบริษัทใหม่ร่วมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 4 ฉบับด้วย

"หนังสือสัญญาดังกล่าวเรียกว่า "สัญญาหลัก" และตามสัญญาหลักข้อ 4 มีข้อกำหนดว่า ให้บริษัทจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่เพื่อดำเนินงานตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่สัญญาหลักยังมีผลบังคับอยู่ บริษัทจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด (51) ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยที่บริษัทใหม่มีความประสงค์จะเพิ่มทุนเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ และเตรียมความพร้อมในการประกอบธุรกิจการให้บริการวงจรดาวเทียมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ หากจะกำหนดให้บริษัทต้องถือหุ้นในบริษัทใหม่ไว้เช่นเดิมแล้ว การจัดหาทุนเพิ่มเติมของบริษัทใหม่จะทำได้ไม่สะดวก และการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทในบริษัทใหม่ ยังคงให้บริษัทและบริษัทใหม่ต้องรับผิดชอบร่วมกันและแทนกันโดยไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นบริษัทและบริษัทใหม่ด้วยความเห็นชอบของกระทรวง พิจารณาให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ในบริษัทใหม่ให้เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบ (40) ของจำนวนหุ้นทั้งหมด"

วันเดียวกันนี้ มีแถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยต่อคำตัดสินคดียึดทรัพย์ โดยระบุว่า คำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างชัดแจ้งว่า การบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ผ่านมา เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและบริวารเท่านั้น ตอกย้ำถึงพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่นในหลายกรณีที่ผ่านมา ย่อมแสดงถึงธาตุแท้ที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความมุ่งหมายที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเพื่อใช้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่สร้างกลอุบายที่ชั่วร้าย เพื่อทำลายคุณธรรมในชาติ ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองไทยอย่างร้ายแรง

"ประการสำคัญ คำพิพากษาคดีดังกล่าวยังชี้เห็นถึงการทำหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการที่เอื้อประโยชน์ต่อนักการเมือง ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งแม้นจะมีกลุ่มประชาชนที่รู้เท่าทันลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง ก็ถูกปิดกั้นการทำหน้าที่ด้วยการปกปิดข้อมูลข่าวสาร ผลจากคำพิพากษาดังกล่าวได้เชื่อมโยงถึงพฤติกรรมของบริษัทกลุ่มทุนต่างๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์ ด้วยการฮั้วประโยชน์กับนักการเมืองและข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" คำแถลงของ ครป.ระบุ

วันเดียวกันนี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ "สำรวจความหวังกับความกลัวของสาธารณชนคนไทย ภายหลังคดียึดทรัพย์" อันเป็นการสำรวจจากประชาชน 17 จังหวัด จำนวน 1,308 ครัวเรือน

พบประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนเกินกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 56.7 มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณควรยอมรับผลการพิพากษา เพราะการตัดสินของศาลถือว่าถูกต้องและยุติธรรมแล้ว คำพิพากษาชัดเจนทุกกรณี เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง และไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 32.6 มองว่าควรยื่นอุทธรณ์ เพราะเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ถ้าคิดว่าไม่ผิด

ที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 51.7 ยังคงมีความกลัวและกังวลต่อเหตุการณ์วุ่นวายที่จะเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย ในขณะที่ร้อยละ 48.3 เลือกที่จะมีความหวังก้าวต่อไปข้างหน้าในชีวิต

นายนพดล กรรณิกา ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นได้ว่าประชาชนคนไทยเกือบร้อยละร้อยต้องการการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สร้างสรรค์ อยากให้คนไทยรักและให้อภัยต่อกัน แสดงว่าประชาชนคนไทยทุกกลุ่มทุกสีต้องการเช่นนั้น ดังนั้นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ น่าจะสามารถพลิกสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ เพื่อที่จะชนะใจและได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้.

ที่มา http://www.thaipost.net/news/010310/18654


โปรดกรอกข้อมูลให้ครบทุกช่อง
ความคิดเห็น :
ชื่อ :
อีเมล์ :

หน้าแรก | ความเคลื่อนไหว | ประเด็นร้อน | บทบัญญัติและคำสอน | ศาสนสัมพันธ์ | บทความ,ข่าว และทัศนะ| ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน
รวมลิ้งที่น่าสนใจ

 

  เครือข่ายศาสนิกชนแห่งประเทศไทย  ๑๔/๓๗๐ หมู่ ๑๐ ถนนพระราม ๒ ซอย ๓๘
  แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพ ๑๐๑๕๐
  โทรศัพท์ ๐-๒๘๔๐-๑๕๐๔,๐-๒๘๔๐-๑๙๔๙,๐๘-๖๗๕๗-๕๑๕๖
  โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๑๒๑๔

  อีเมล: mail@metta.or.th