
เมื่อพูดถึงพระกับผู้หญิง หลาย ๆ คนอาจคิดไปว่ามีเรื่องเสื่อมศาสนาอะไรกันอีกละ งานนี้คงต้องบอกว่าไม่ใช่ เพียงแต่ค่อนข้างรู้สึกสงสารชาวบ้านในการเตรียมตัวเมื่อต้องเข้าหาพระ คนส่วนมากไม่มั่นใจตัวเองว่าจะวางตัวหรือใช้พูดยังไงให้ถูกต้องได้ สำหรับผู้ชายไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะพระกับผู้ชายถือว่าเป็นเพศเดียวกันคือบุรุษเพศ ระเบียบปฏิบัติไม่เข้มงวดเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเป็นผู้หญิงนับว่าคนละเรื่องกันเลยทีเดียว นอกจากจะเป็นเพศตรงกันข้าม ที่ถือว่าเป็นโทษสำหรับพระแล้ว ความรู้สึกเก่าที่ถูกอบรมสั่งสอนมาไม่ว่าจะเป็น อยู่ห่าง ๆ พระ ระวังพระ หรือหลบพระ เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสมองของหล่อนเสียยิ่งกว่ายามเห็ดป่างอกในฤดูฝน
ถ้าเป็นอย่างนั้น หมายความว่าไม่ควรที่พระกับผู้หญิง จะมีปฏิสัมพันธ์กันกระนั้นหรือ ยัง...ยังคงไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เรามาทบทวนดูเรื่องราวในอดีต ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พระกับผู้หญิง และความเป็นไปได้ระหว่าง พระกับผู้หญิงในสมัยปัจจุบัน น่าจะดีกว่า
ในอดีต เมื่อเราอ่านเรื่องพื้น ๆ เกี่ยวกับการวางตัวระหว่างพระกับผู้หญิง ประโยคที่ฮิตติดปากมากที่สุด ที่ทำให้ผู้หญิงกับพระต้องห่างกัน น่าจะเป็นคำสอนที่ว่า สตรีเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ และ การไม่เห็น ไม่พูดหรือพูดกับสตรีให้น้อยที่สุด เป็นสิ่งที่ดี และบุคคลตัวอย่างที่นำมาอ้างมากที่สุด เมื่อต้องปฏิบัติตนของพระต่อผู้หญิง ก็ได้แก่พระอานนท์ ซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน หรือบางทีก็ยกเรื่องสังกิจจะสามเณรที่หลงเสียงนาง จนต้องเสียตัวและสึกไปเป็นฆราวาสในที่สุด มากำกับบทแทน แต่ในโลกนี้มักมีอะไรบางอย่างที่คนมองข้ามเสมอ เหมือนเส้นผมบังภูเขานั่นและ ทีเรื่องของพระสุทินกลันทะบุตรที่แม้จะปาราชิกแล้ว แต่ก็สามารถที่จะครองสมณเพศอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องลาสิกขาแต่อย่างใด ไม่ยักกะมีใครพูดถึงหรือให้คำตอบที่น่าพอใจได้ และอีกหลายตัวอย่างที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
เรื่องการสัมพันธ์ระหว่างพระกับผู้หญิงมีหลายแง่มุม จึงต้องมองให้รอบด้านเสียหน่อย หาไม่แล้วจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของตัวเองเสียมากกว่า โดยเฉพาะการหาทางออกร่วมกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่เหมาะสมขึ้น แทนที่จะปิดประตูตายแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเจ็บปวดตลอดชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น ควรถือเหตุการณ์นั้นเป็นกรณีศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการหรือเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด ในการต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันน่าจะดีกว่า
อย่าลืมว่า ในสังคมปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างพระกับผู้หญิงมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสัมพันธ์ในแง่ของเพื่อนร่วมงาน ครูกับศิษย์หรือนักเรียนกับนักเรียน เป็นต้น จะมีพระสักกี่รูปที่สาบานตนอยู่ร่วมสังฆาวาสเดียวกันเฉพาะสงฆ์ และมุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นประการเดียวล้วน ๆ แน่นอนว่า อาจจะพบเจอได้บ้างก็แต่ในสังคมชนบทเสียส่วนมาก แต่ในสังคมเมืองแทบจะหาไม่เจอ ดังที่เรามักจะเห็นพระทำงานร่วมกับผู้หญิง เช่น จัดอบรมหรือประชุมสัมมนาต่าง ๆ พระเรียนในห้องเดียวกันกับผู้หญิงตามมหาวิทยาลัยทั่วไป บางทีก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทั้งนี้อาจเพื่อทำรายงานหรือติวหนังสือสอบก็ตาม หรือพระที่ต้องไปปรึกษางานกับอาจารย์ผู้หญิงที่ปรึกษาในห้องพัก เป็นต้น ช่องว่างที่เปราะบางเหล่านี้ ผู้เห็นอาจต้องตั้งสติกำหนดรู้อย่างเท่าทันต่ออคติที่พร้อมจะเข้าสิงร่างเราตลอดเวลา และช่องว่างที่ว่านั้นอาจขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ ถ้าหากต่างคนต่างไม่มีธรรมะและวินัยคุ้มครองตัวเอง ไม่มีการยกเว้นว่าจะเป็นผู้ถูกสังเกตหรือผู้สังเกตก็ตาม
การปฏิเสธที่จะไม่ยุ่งหรือเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเสียเลยก็ท่าว่าจะเคร่งเกินไป หรือถ้าจะเลือกคลุกคลีกับผู้หญิงก็อดที่จะพ้นไปจากสายแห่งความสงสัยของคนรอบข้างไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พระวินัยที่ถูกบัญญัติไว้เพื่อพระนั้นไม่ใช่โซ่ตรวนกังขังพระไว้เป็นแน่ แต่น่าจะเป็นเครื่องมือที่เกื้อกูลให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติเฉพาะตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นโดยไม่แยกว่าเป็นหญิงหรือชาย ไม่เช่นนั้นทฤษฎีโต๊ะสี่ขาสำหรับพุทธบริษัทในการค้ำจุนพุทธศาสนาคงใช้ไม่ได้
หากทั้งสองฝ่ายรู้จักปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องดังกล่าวได้เสียใหม่ แทนที่จะมองว่าต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรือเป็นตัวขัดขวางการทำความดีของแต่ละฝ่าย เพียงหันกลับมามองอีกมุมหนึ่งว่า การสัมพันธ์นั้นเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักตนเอง ว่ามีความเคร่งครัดและเข้าใจในหลักการปฏิบัติต่อกันและกันมากน้อยแค่ไหน ถ้ารู้ว่าตัวเองมีความเข้าใจอยู่แล้วก็คงไม่เกิดปัญหาขึ้นและน่าจะเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีได้ แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ ถามว่า...จะไป แกว่งเท้าหาเสี้ยน หรือ หาเหาใส่หัว ทำไม
อย่างที่ว่านั่นแหละ ชีวิตที่สมดุลใช่ว่าจะทำได้ง่ายสักหน่อย ไม่งั้นเรื่องของ ขมิ้นกับปูน น้ำกับไฟ หรือ งูกับพังพอน คงไม่ถูกพูดถึงจนเป็นเรื่องอมตะที่ใคร ๆ รู้สึกต้องยอมรับให้มันเป็นตามที่มันเป็นเสียแล้ว ในทำนองเดียวกัน เรื่องของ พระกับผู้หญิง อาจต้องเป็นอีกอมตะวาจาหนึ่งที่ต้องจมอยู่ในกระแสนั้นเช่น ถ้าปราศจากการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน..