เสขิยธรรม -
จดหมายข่าวเสขิยธรรม
หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | แผนผังไซต์

เสขิยธรรม ฉบับที่ ๖๔
เมษายน - มิถุนายน ๒๕๔๘

เหลียวมองเพื่อนบ้าน
กบ ธรรมคีตา

รุ่งอรุณฟุ้งซ่าน ย่านหน้าวัง

 

ตีห้า หนูนาเด็กทำความสะอาด มาปลุกฉันแต่เช้า เธอกำไม้กำมือ ทำท่ายึกยัก ยกแข้งยกขาสลับไปมาในความมืด ฉันงุนงงอยู่พักใหญ่ แต่ก็ร้องอ๋อเมื่อนึกได้ว่า ฉันขอให้เธอมาปลุก เพื่อที่จะไปออกกำลังกายตอนเช้านั่นเอง แต่เนื่องจากฉันพูดภาษาขแมร์ไม่ได้ เราก็ได้แต่ส่งภาษาใบ้กันไปมา

          หลังจากล้างหน้าล้างตา อย่างรีบเร่ง กระโจนลงบันไดมาที่หน้าบ้าน “ม่า” (คำเรียกแทนแม่ของครอบครัว ที่ฉันพักอาศัยอยู่ด้วย) สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์รอเรียบร้อยแล้ว ฉันกระโดดผลุงขึ้นท้ายรถอย่างงัวเงีย

 

ตีห้ากว่า ๆ ฟ้ายังไม่สว่างนัก รถรายังไม่ขวักไขว่แต่ถนนกลับคึกคักไปด้วยผู้คนที่สวมชุดกีฬาวิ่งจ๊อกกิ้งไปมา เราขับรถผ่านพุทธสถานที่ด้านหลังเป็นโรงแรมคาสิโนขนาดยักษ์คร่อมอยู่ บริเวณนี้ผู้คนคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป็นถนนสวยสองเลนขนาบสนามหญ้าเขียวขจีอยู่ตรงกลาง ถนนสายไม่ยาวนัก สามารถวิ่งนับรอบเล็ก ๆ ได้ เราขับผ่านมาเรื่อย ๆ ผ่านอนุสาวรีย์อิสรภาพ (Independence Monument) ผู้คนมากมายวิ่งกันเต็มสองข้างถนน ทุกคนมุ่งไปที่เดียวกันคือ หน้าพระบรมมหาราชวัง

          ม่าฝากรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ลานจอดรถ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง จูงมือฉันมาที่ถนนริมแม่น้ำ บริเวณที่แม่น้ำจาก “ตอนเลสาบ” บรรจบกับ “แม่น้ำโขง” กิจกรรมยามเช้าที่นิยมที่สุดก็คือแอโรบิก เราเข้าไปยืนต่อแถวข้างหลังสุด ฉันพยายามเต้นตาม ท่าเต้นก็ไม่ยากนักแต่ฉันตามได้ไม่ง่าย เพราะครูแอโรบิกที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหน้า ไม่ได้เต้นอยู่บนโต๊ะให้เห็นได้ชัด ๆ นอกนั้นคนอีกร่วมร้อยที่เต้นอยู่ด้านหน้า ก็ต่างมองไม่เห็นคนนำ จังหวะจึงสะเปะสะปะไปหมด คนข้างหลังไม่รู้จะตามใครก็เลยเต้นตามใจ แต่ทุกคนคงคุ้นเคยเพราะเต้นได้ถูกท่าหมด เพียงแต่จังหวะไม่ตรงกันเท่านั้นเอง

 

หกโมงเช้า เป็นเวลาพักครึ่ง ม่าฉุดแขนฉันไปยังกลุ่มแอโรบิกอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เต้นไปสักพักก็จบลงด้วยรำวง หนุ่มสาวจะเข้าคู่แล้วเดินเป็นวงใหญ่ ๆ ม่าสะกิด พยักหน้าให้วิ่งตาม เราข้ามถนนมายังสนามหญ้ากว้างใหญ่หน้าพระบรมมหาราชวัง

          ม่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งทวนเข็มนาฬิกาบนถนนรอบสนามหญ้า ฉันก้าวได้ยาวกว่าก็เลยแทบจะกลายเป็นเดินคู่ไปกับท่าน เวลาที่ช้าลงนี้ทำให้มีเวลาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น

          ถนนหน้าวังคราคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ดีมีเงินที่ใส่ชุดกีฬามีระดับ คุณลุงคุณป้ามาพบปะสังสรรค์นั่งคุยกันมากกว่าวิ่ง บ้างก็รำมวยจีน บ้างก็ฝึกชี่กง หนุ่มรุ่น ๆ ในกางเกงกีฬา “อดิดาส” ราคาแค่เหรียญครึ่งเพราะเมดอินกัมโบเดีย สาวน้อยในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปนุ่งกางเกงขาสั้นโชว์ขาสวย หนุ่มน้อยจับกลุ่มเตะบอล แม่ค้าขายของข้างทาง ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ตัวเล็กกับซาลาเปาหวานทอด ไปจนถึงคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างและยาจก วณิพก

          แต่ที่สะดุดใจฉันที่สุด น่าจะเป็นพระภิกษุชรารูปหนึ่งห่มจีวรสีกลัก เดินช้า ๆ อย่างสำรวมสวนทางกับนักวิ่งทั้งหลาย เพื่อบิณฑบาต ฉันแอบคิดในใจว่า “ท่านจะได้ภัตราหารได้อย่างไร ในเมื่อที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนเขามาใส่บาตรกัน” ฉันแอบสงสัยต่อไปว่า “ปกติแล้วพระที่นี่เขาบิณฑบาตกันที่ไหนหนอ ?”

          ฉับพลัน สายตาก็เหลือบไปเห็นประตูวังเปิดออก ทหารวังวิ่งออกมายืนเรียงแถว รถสองตอนสีเงินคันโตวิ่งออกมาจากวัง ตรงไปยังพลับพลาท่าน้ำที่ห่างจากพระราชวัง ประมาณสองร้อยเมตร เจ้าหญิงพระองค์หนึ่งเสด็จออกมาจากรถ พร้อมนางกำนัลถือพานพุ่ม

          เพื่อนของม่าที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ชะโงกหน้ามากระซิบ เมื่อเห็นคิ้วของสาวขี้สงสัยผูกกันเป็นโบว์ “ปริ๊นเซส เมคกิ้ง เซเรโมนี่”

          มหาดเล็กสวมเสื้อราชประแตนสีครีมขาวโจงกระเบนสีน้ำตาลถวายคำนับ เดินตามเสด็จไปที่ท่าน้ำ ตระเตรียมพิธีกรรม สักพักเขาก็เดินหลบออกมาที่ถนนคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหู นับเป็นภาพแห่งความทันสมัยประจวบกับวัฒนธรรมเชิงประเพณีที่น่าสนใจมาก

          เราเดินรอบสนามครั้งที่สอง เราก็สวนกับพระรูปเดิมอีก ท่านเดินค่อนข้างช้ามากเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ฉันเดินหนึ่งรอบสนามระยะทางก็เกือบครึ่งกิโล แต่ท่านเพิ่งจะเดินได้แค่ห้าสิบเมตรเท่านั้น ฉันเกิดความคิดพร้อมกับความปีติว่า “ฉันน่าจะใส่บาตรท่านสักหน่อย” สายตาพลันก็สอดส่ายหาร้าน ที่พอจะถือเป็นอาหารมาถวายท่าน แต่ก็เจอแต่ปาท่องโก๋ พลางคิดในใจว่า “หากท่านมาบิณฑบาตที่นี่ทุกวัน ท่านคงจะมีแต่ปาท่องโก๋กับหน้าเต้าหู้เต็มบาตร แล้วท่านจะฉันอย่างนี้ทุกวันได้อย่างไร จะมีคนมาถวายเพลท่านไหมนะ หรือท่านจะได้ฉันแค่ปาท่องโก๋เป็นอาหารเพลด้วย”

          ฉันตัดสินใจไม่ถวายอาหาร แต่จะถวายเป็นปัจจัยแทน “แต่จะน่าเกลียดไหมนะ ตักบาตรตอนเช้าด้วยเงิน แต่มันไม่มีอะไรขายเลยนี่นา ไม่เหมือนที่เชียงใหม่ ถ้าคนไม่ได้เตรียมอาหารมาก็สามารถชื้อหาได้ตามโต๊ะข้างถนนที่เตรียมอาหารถุงไว้ให้”

          “แต่ เอ... หากท่านรู้ว่ามาที่นี่ ท่านจะไม่ได้รับอาหารใส่บาตร แล้วท่านมาบิณฑบาตแถวนี้ทำไมทุกวัน แต่ก็เอาเถอะ ฉันจะทำบุญแล้วหละ แล้วจะเอาเงินใส่ตรงไหนของบาตรท่านกันล่ะ หรือจะใส่ไว้ในย่ามดี” คนไกลวัดก็ได้แต่ครุ่นคิด

          อีกเกือบครึ่งสนามก็จะสวนทางกับท่านเป็นรอบที่สาม ฉันจึงถึงบางอ้อ คุณลุงที่วิ่งอยู่ข้างหน้าฉันเอาเงินใส่บาตรท่านไปก่อน สักพักหนึ่งคุณป้ากับหนุ่มสาวอีกคู่หนึ่งก็ใส่เงินตามไป “แต่เอ... ไม่ยักเห็นท่านให้ศีลให้พร”

          พอสวนกับท่าน ฉันตระเตรียมกำเงินไว้ในมือสองพันเรียล (ประมาณยี่สิบบาท) แต่พอเห็นท่านเปิดจีวร ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือสีแดงสดที่เหน็บไว้ที่รัดประคตออกมา ฉันก็หดมือเก็บเงินไว้ก่อน เพราะเกิดอาการลังเล

          “คุณลุงขอทานที่นั่งอยู่ตรงโน้นก็น่าสงสาร แถวนี้ขอทานก็เยอะซะด้วย มีทุกรุ่น ทุกวัย ทุกรูปแบบ ล้วนแต่น่าสงสารทั้งสิ้น หรือจะเก็บเงินไว้ให้ขอทานดีนะ เพราะดูเหมือนว่าท่านจะมีปัจจัยมากพอควรแล้วนี่”

          เด็กสาวรุ่นที่นั่งข้างสนามชี้ชวนกันดูท่านพูดคุยโทรศัพท์ สำหรับฉันแล้วไม่แปลก พระไทยก็มีโทรศัพท์มือถือเกือบทุกรูป

          อย่างว่า บางทีมันต้องมีการติดต่อสื่อสาร มันจำเป็น

          เมื่อฉันวิ่งมาถึงตัวท่านในรอบที่สี่ ท่านยังคงยืนพูดโทรศัพท์อยู่ พลันก็มีลูกตะกร้อกลิ้งหลุน ๆ มาใกล้เท้าท่าน หนุ่ม ๆ สองคนวิ่งมาเก็บแต่ก็ต้องหยุดชะงัก พวกเขายิ้มหัวชี้ชวนกันดูท่าน

          อีกแล้ว ฉันว่ามันไม่แปลก จะเป็นอะไรไปกับอีแค่โทรศัพท์มือถือ ใคร ๆ ก็มีได้ ฉันมองไปรอบ ๆ ตัว คุณลุงตรงนั้น คุณป้าตรงนี้ หนุ่มน้อยตรงโน้นก็ใช้โทรศัพท์

 

เจ็ดโมง ม่าทำสัญญาณว่าน่าจะกลับบ้านได้แล้ว เราแวะซื้อปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้เจ้าประจำ จ่ายเงินห้าร้อยเรียล (ห้าบาท) รับรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ขับกลับบ้าน ฟ้าสว่างแล้วมองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น ถนนที่ดูโอ่อ่า ตึกรามที่สวยงามในตอนเช้ามืด กลายเป็นถนนฝุ่นเขรอะกับตึกสีเหลืองขมุกขมัว

          กริ๊ง.... เสียงโทรศัพท์ของม่าดังขึ้น

          “จุมเรียบสัว ....” ม่ากล่าวสวัสดี และตอบออกไปในทำนองรับทราบว่า คนที่บ้านจะขอให้แวะทำธุระหน่อยหนึ่ง

          ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ทำให้เราสื่อสารได้อย่างฉับไวขึ้น แม้กระทั่งเวลาอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ขอบคุณโลกไร้พรมแดน ที่ทำให้เราเห็นโลกที่อยู่ไกลออกไปราวกับเป็นโลกของเราเอง ขอบคุณโลกาภิวัตน์ ที่ย่อโลกให้เล็กลง

          เคเบิลทีวีของกัมพูชาก็รับทีวีไทยได้เกือบทุกช่อง สินค้าไทยที่มาตีตลาดก็โหมโฆษณาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง

          เบียร์ “ไท” ที่ เขาทราย กาแล็กซี่, สมรัก คำสิงห์, และ สามารถ พยัคอรุณ ร้องเพลงเป็นภาษาเขมรได้อย่างจับใจคอเบียร์ ส่วนคาราบาวแดงก็ “ขอยืนหยัด เชิดชู นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” (ของใครก็ไม่ทราบ) นี่ยังไม่นับสินค้าฟุ่มเฟือย เครื่องประทินโฉม อาหารกระป๋อง น้ำอัดลม วัสดุก่อสร้าง สารพัดจะนำเข้า ชาวกัมพูเจียจะต้องชื้อของกินของใช้แพงกว่าชาวไทยเป็นเท่าตัว

          กระแสวัฒนธรรมไหลบ่า แม้ว่าในขณะที่โรงภาพยนตร์ไม่ฉายหนังต่างด้าว แต่ในท้องตลาดกลับมีเทปผีซีดีเถื่อนเกลื่อนไปหมด โดยเฉพาะจากเมืองไทย เวียดนาม และหนังฮอลลีวูดชนโรงในรูปแบบ ส่วนดีวีดีก็ราคาถูกสุด ๆ เพียงสองถึงสี่เหรียญ แล้วแต่คุณภาพการก๊อป

          ห้างสรรพสินค้า “สอริยา” ใกล้ตลาดใหม่ (ปะซาร์ ทไม) เป็นห้างยอดฮิตเพราะเป็นแห่งเดียวที่มีบันไดเลื่อนและแอร์คอนดิชั่น บนชั้นสี่ก็เกิดร้านซีดี–วีซีดีขนาดยักษ์ถึงสามร้านจากประเทศจีน เข้ามาร่วมแบ่งส่วนการตลาดด้วยปกซีดีที่สวยหรูงามตา ราคาก็ถูกใจเพียงแผ่นละสามเหรียญสหรัฐเท่านั้น แถมซื้อสามแถมหนึ่งเสียด้วย (ก็ไม่น่าจะขายแพงนัก เพราะที่เมืองจีนก็ขายแค่ในราคาห้าหยวนถึงสิบห้าหยวนเท่านั้น ตกเป็นเงินไทยประมาณ ๒๕-๗๕ บาท)

          คาราโอเกะที่นี่ก็เป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่าที่ประเทศไทย ทำนองก็ไม่แปร่งหูเพราะเพียงแค่แปลงเพลงป๊อปกับเพลงลูกทุ่งของไทย ให้เป็นภาษาเขมรเท่านั้นเอง ปีนี้นักร้องชั้นนำ “เปรี๊ยบ สะหวัด” ทำทรงผมสุดเท่ถักเป็นเปียเล็ก ๆ ติดหนังหัวแบบชาวอาฟริกันอเมริกัน ฉันซื้อคาราโอเกะของเปรี๊ยบมาหลายชุด เพราะเผลอนึกไปว่าพี่เบิร์ดหันมาร้องเพลงเขมรอย่างคล่องแคล่ว ทั้งคาราโอเกะที่มีมิวสิควีดีโอคุณภาพและคอนเสิร์ตสุดมันส์ เพลงป๊อบไทยหลายต่อหลายค่ายรวมทั้งลูกทุ่งเขาก็เอามาร้องแล้วทั้งนั้น ทั้งนี้ไม่นับปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของบอยแบนด์ และบรรดาแด๊นเซ่อร์หนุ่มฮิบฮ๊อบสุดเท่ทั้งหลาย ที่เพิ่งจะมีขึ้นในปีนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในดิสโก้เธค นอกจากเปิดคาราโอเกะเพลงแปลงอุ่นเครื่องแล้ว พอเริ่มคึกคักก็เอาเพลงไทยโดยเฉพาะของค่ายแกรมมี่มาเปิดกันสด ๆ เลย เอาเถอะ ถึงฟังไม่รู้เรื่องแต่จังหวะมันส์ก็ดิ้นได้แล้ว

          รถติดไฟแดงที่สี่แยก สายตาฉันไปปะทะกับป้ายเบ้อเริ่มเทิ่มของโฆษณาโทรศัพท์มือถือของบริษัท “ชินแคม” หนึ่งในสามของบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันในกัมพูชา อีกสองนั้นคือ “โมบิเทล” และ “สามารถ” ที่เพิ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็นอีการ์ด เซลการ์ด และเฮลโลการ์ด ตามลำดับ (ว่ากันว่าเปลี่ยนหลังจากเหตุการณ์ณ์เผาสถานทูตไทย) ในขณะที่เงินเดือนข้าราชการแค่ ๑๕-๓๐ เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ กลับมีเงินซื้อมือถือที่ราคาร้อยถึงสองร้อยเหรียญ

          ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะไม่แตกต่างกันอีกต่อไป อะไรที่มีที่นี่ก็จะหาได้จากที่นั่นและที่โน่น อะไรที่อยากได้ก็แค่กระดิกปลายนิ้ว ของนั้นก็จะถูกส่งมาจากอีกซีกโลกหนึ่ง เราสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องมานั่งมองหน้ากัน เราสามารถซักผ้า–ล้างจาน–ตำครกโดยไม่ต้องเมื่อยมือ เราสามารถที่จะเจ็บป่วยเป็นเวลานานแต่ก็ไม่ตาย เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์โดยไม่ต้องคำนึงถึงเผ่าพันธุ์พ่อแม่ อยากกินอะไรก็ได้สารพัดที่จะสรรหา จะซื้ออะไรก็ได้ทั้งในโลกและในอวกาศ มีข้าวกินโดยไม่ต้องปลูก สั่งให้ผักผลไม้ออกดอกผลในวันที่ต้องการ ทำได้แม้กระทั่งสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมาโดยไม่ต้องผ่านมือพระเจ้าหรือพระพรหม เราไปเที่ยวได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ มีเงินเหลือกินเหลือใช้โดยไม่ต้องทำงานหนัก

          จะมีอะไรอีกไหมที่เรายังมีไม่พอ

          ขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้เราสื่อสารได้ฉับไวขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้นแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพดีขึ้น ขอบคุณโลกไร้พรมแดนที่ก้าวข้ามความแตกต่างโดยทำลายทำนบวัฒนธรรมท้องถิ่น ขอบคุณโลกโลกาภิวัตน์ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันจนกระทั่งเสียงกระซิบเบา ๆ ในประเทศเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ส่งผลสะเทือนอันยิ่งใหญ่ต่อโลกทั้งโลก

          “แต่... เอ๊ะ ไอ้โลกาภิวัตน์นี่มันเป็นใครกัน มันเกิดขึ้นมาเองหรือมีผู้บงการให้มันเกิด มันเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย ทำไมมันไหลเข้ามาอย่างทะลักทะลายไหล เขื่อนไหน ๆ ก็กั้นไว้ไม่อยู่ กระแสทุนนิยมที่พัดกระพืออย่างบ้าคลั่ง ฮึกโหมท่วมท้นบงการครอบงำหมู่คนให้จมจ่อมอยู่ในโลกอารยะ มันสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่เป็นสากลผ่านสื่อเสรีทุกรูปแบบ ตอกย้ำทำให้ฉันเห็นสิ่งที่ฉันมี ฉันเป็น นั้นด้อยค่า ล้าสมัย จำต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนา”

 

เจ็ดโมงครึ่ง ม่าจอดรถไว้ที่บ้านนานแล้ว แต่สมองฉันยังคงวิ่งไม่หยุด

          “ตายละวาเมื่อวานลืมโทรกลับบ้าน งั้นเดี๋ยวต้องออกไปโทรศัพท์แล้วก็เช็คเน็ตซะหน่อย ไหน ๆ ก็จะออกไปแล้ว งั้นก็แวะซื้อม้วนวีดีโอมินิดีวีไปด้วยซะเลย เอาโซนี่แบบแพ๊ค ๓ ม้วน ๑๔ เหรียญก็แล้วกัน ถูกดี” คิดไปพลางทาไวท์เทนนิ่งครีมไปด้วย

          แหม !!
          แดดมันร้อนนนนน !!! ...

หน้าแรก | กลุ่มเสขิยธรรม | ความเคลื่อนไหว | ประเด็นร้อน | ศาสนธรรมกับชีวิตและสังคม
นักบวชกับสังคมร่วมสมัย |> จดหมายข่าวเสขิยธรรม | รวมเว็บน่าสนใจ | แผนผังไซต์
เสขิยธรรม www.skyd.org
สมุดเยี่ยม | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน

กลุ่มเสขิยธรรม ภายใต้มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ๑๔/๖๓ หมู่บ้านสวยริมธาร ๒ ซอย ๕
ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวง/เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ๑๐๑๗๐
โทร. ๐๒-๘๐๐-๖๕๒๖ ถึง ๘, ๐๖-๗๕๗-๕๑๕๖ โทรสาร ๐๒-๘๐๐-๖๕๔๙
... อีเมล: seki@skyd.org