
ม่กี่วันมานี้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปอีก ๓ บาท ใกล้ลิตรละ ๒๐ บาทไปทุกขณะ และมีแนวโน้มที่จะสูงไปกว่านั้นด้วยซ้ำ ด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ
เมื่อ ราคาน้ำมัน ขยับตัว ราคาสินค้าอื่น ๆ ก็ขยับตามทุกทีไป บางชนิดถึงกับกะเก็งแนวโน้ม แล้วขึ้นราคาไปล่วงหน้าเอาเลย มิไยที่ใครจะเดือดร้อนลำเค็ญแค่ไหนก็ตาม
กล่าวโดยสรุปก็คือ อะไรต่อมิอะไร ขึ้นราคาแทบทั้งสิ้น เว้นไว้แต่ ชีวิต และ เงิน เท่านั้น ที่นับวัน มูลค่า จะน้อยลงไปทุกที...
บางคราวเมื่อพูดเรื่อง เศรษฐกิจการเมือง คนวัดคนวา ก็ขัดหูขัดตา หาว่าพระสงฆ์องค์เณรไม่ควรข้องแวะกับเรื่อง โลกโลกย์ ทั้งด้วยเพศภาวะและความเหมาะควร แต่เอาเข้าจริง ด้วย อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท วัด และ บ้าน ตลอดจน เมือง และ โลก ก็ดูจะหนีจากกันไม่พ้น
แต่เดิม เมื่อวัดขยับก็สะเทือนถึงบ้าน ครั้นเมื่อบ้านขยับบ้าง วัดก็รับผลกระทบไปเต็ม ๆ แต่ทุกวันนี้ดูจะต่างกันออกไป
วัดจะขยับอย่างไรบ้านแทบมิได้เหลียวมอง
แต่พอ โลกเมืองบ้าน ขยับ วัดต่างหากที่รับ ผลกระทบ ไปสุด ๆ
ไม่เชื่อลองไปถามตัวเลขเงินบริจาคตามวัดหรือสำนักดัง ๆ ดู ว่าเศรษฐกิจเดี๋ยวนี้ ทำให้ ยอด ที่ท่านได้ ตก ลงไป แค่ไหน..อย่างไร ?
ส่วนที่เกี่ยวกับพระ หากเป็น คนนอก ก็ไม่น่าจะไปถามเรื่องผลกระทบจากราคาน้ำมันกับ พระผู้ใหญ่ ดอก ประเดี๋ยวท่านจะ ดุ เอา ที่ดันไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องรถเรื่องรา หรู ๆ ของท่านเข้า เว้นแต่ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ ท่านก็อาจจะบ่นให้ฟังบ้าง ประสาคนคุ้นเคย
แต่เรื่องความ ไม่สัปปายะ ด้านการอยู่การกินของพระหนุ่มเณรเด็ก ที่ต้องเดือดร้อนจากปัจจัยสี่ที่ลดน้อยถอยลงตามภาวะ หากินยาก ของญาติโยม เห็นจะไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงให้มากความ
เพราะอย่างไรก็ไม่เป็นที่สนใจ ทั้งจากพระ (ผู้ใหญ่) และญาติโยม (ทั่ว ๆ ไป) อยู่แล้ว
ในสภาพผันผวนเช่นปัจจุบัน คงยากจะพูดว่า เศรษฐกิจ ของประเทศนี้ ดีหรือเลว เพราะระบบอันซับซ้อน และวิธีคำนวณค่าเฉลี่ยอัน ไม่เป็นธรรม ที่ว่า ๆ กัน มักจะหลอกหูหลอกตาผู้ไม่สันทัดกรณีหรือชำนาญการอยู่เสมอ
ขณะที่ดัชนีความเติบโตทางเศรษฐกิจสูงลิบลิ่ว และรายได้ประชาชาติก็มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า ค่าแรงขั้นต่ำ หรือรายได้ของ มนุษย์เงินเดือน ก็ยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลังไปทุกที--มิใช่หรือ ประจวบเข้ากับ บัตรเครดิต กลับหาง่ายทำง่าย เงินนอกระบบ ก็ใช้คล่อง (เพราะหลวงท่านส่งเสริม ให้คนเป็นหนี้ เพื่อกระตุ้นการบริโภค) เข้าด้วยแล้ว คนเดินดินกิน
ข้าวแกงจะไปต่อปากต่อคำกับ ผู้รู้ ที่ท่าน มีอำนาจวาสนา ปกฟ้าป้องเมือง ก็ดูจะกระไรอยู่
ภาวะเช่นนี้ ในฐานะศาสนิกชน เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ? จึงเป็นคำถามสำคัญอีกประการหนึ่ง หากพากันก้าวข้ามความเป็น ตัวกู และ ของกู ออกมาได้
เสขิยธรรม ในฐานะตัวกลาง และเพื่อนร่วมทุกข์ จึงใคร่จะปวารณาและบอกกล่าวกับท่านทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ ว่า
อะไรที่เป็นไปเพื่อ ประยุกต์ใช้ศาสนธรรมกับชีวิตและสังคม และน่าที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ เราทั้งหลาย ได้ปลอดพ้นจากความทุกข์ ร่วมกัน แล้ว เรายินดีเสมอ ที่จะร่วมไม้ร่วมมือ และช่วยกัน แก้ไข ตลอดจน ประคับประคองกันและกันออกจากปัญหา
เสขิยธรรม ฉบับนี้ นอกจากจะบอกเล่าถึงกิจกรรม ระดมธรรม ระดมทุน ต้านบริโภคนิยม ที่เพิ่งจัดผ่านไปเมื่อวันที่ ๕๖ มีนาคม ณ พระอุโบสถ และลานวัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ที่มีแง่มุมน่าสนใจอยู่ไม่น้อยแล้ว ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าเรียนรู้อีกมากมาย รอให้เพื่อนนักอ่านมาชิมหรือลิ้มลอง
ระหว่างนี้ ปาจารยสาร (วารสารทางเลือกราย ๔ เดือน อายุกว่า ๒๕ ปี ภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศนาคะประทีป) ชะลอตัว รอความพร้อมอยู่ชั่วระยะ จึงทำให้ เสขิยธรรม มีบทความของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มากสักหน่อย เอาไว้ ปาจารยสาร ออกวางตลาดอีกครั้ง คงได้เฉลี่ย ๆ กันไป
แต่จะมากหรือน้อย ข้อเขียน ของ ส. ศิวรักษ์ ก็มีเสน่ห์ และเป็นที่สนใจใคร่รู้ ของ ขาประจำ เสมอ มิใช่หรือ ?.. 