ใกล้ต้องกราบตำรวจ-ดีเอสไอ ช่วยไขคดีเข้าไปทุกที
หลังคดีอุ้ม-ฆ่า "เอ็นจีโอ-พระนักพัฒนา-ทนายสมชาย" ไม่มีอะไรคืบ
"พระกิตติศักดิ์" ทวงถามดีเอสไอคดีฆ่า "พระสุพจน์" ไปถึงไหนแล้ว
แฉกองปราบฯ ถอนกำลังคุ้มครองพยาน ไปคุ้มครองญาต ิคุณหญิงพจมาน ที่ติดยาเสพติดนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระราม 9 แทน ขณะที่ผู้การกองปราบฯ โต้ถูกใส่ร้าย อ้างแค่ต้องใช้กำลังกองปราบฯ ลงใต้และไปดูแลผู้อื่นบ้าง เพราะพระกิตติศักดิ์ไม่ใช่พยานคนสำคัญ
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 25 พฤศจิกายน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และ นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานคณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกันแถลงข่าวทวงถามความคืบหน้าการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับ นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน 3 คดี ประกอบด้วยคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจ กรรมการประสานงานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ สถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ คดีการหายตัวของ นายสมชาย นีละไพจิตร และคดีการเสียชีวิตของนายเจริญ วัดอักษร แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก
พระกิตติศักดิ์แถลงว่า คดีการเสียชีวิตของพระสุพจน์ ซึ่งทำงานด้านการอนุรักษ์ ใช้ศาสนธรรมแก้ปัญหาสังคม
ผ่านมานานหลายเดือนคดีไม่มีความคืบหน้า โดยมีเงื่อนงำความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ ตั้งแต่คดีเกิดขึ้นตำรวจพยายามตั้งสมมติฐานว่าการฆาตกรรมเกิดจาก ชาวบ้านบันดาลโทสะใช้ขวานตัดไม้ทำร้าย ทั้งที่ชาวบ้านพยายามบอกว่าสมมติฐานเจ้าหน้าที่ผิดพลาด สาเหตุน่าจะมาจากบทบาทความเคลื่อนไหวทางสังคม จนเกิดความไม่พอใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูง
พระกิตติศักดิ์กล่าวว่า จนกระทั่งนางอังคณาพูดเรื่องนี้ที่เจนีวา กรมสอบสวนคดีพิเศษก็รีบประชุมและรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เข้าลักษณะรับคดีภายใต้การกดดันทางการเมือง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงข่าวจะไม่รับคดีพระสุพจน์เข้าเป็นคดีพิเศษ อย่างไรก็ตาม เมื่อรับมาดำเนินการแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษก็แจ้งให้ทราบว่า คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดหรืออิทธิพลในท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพราะเกิดปัญหาการทำสำนวนจากตำรวจท้องที่ไม่เอื้อประโยชน์ในการสืบสวนตามสมมติฐานใหม่
ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์บอกว่า ระหว่างที่เกิดคดีนี้ ทั้งพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องยังถูกข่มขู่คุกคามตลอดมานับตั้งแต่หลังพบศพ ถัดมา 10 วันก็มีการเผาบ้านผู้พบศพ และมีกลุ่มคนพยายามบุกรุกเข้ามาในมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ ทำให้ตำรวจกองปราบปรามต้องจัดกำลังมาดูแลภายใต้การร้องขอของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ก็ปรากฏว่าตำรวจกองปราบปรามพยายามลดทอนความสำคัญของคดี โดยขอถอนการคุ้มครองพยาน อ้างปัญหาอัตรากำลังและการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงตั้งแต่ช่วงออกพรรษาที่ผ่านมา
"ผู้บังคับการกองปราบปรามได้ชี้แจงต่อพยาน และผู้เกี่ยวข้องว่าจำเป็นต้องถอนกำลังกลับ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันตำรวจที่เคยอารักขาพยานนั้นถูกส่งไปให้การอารักขาญาติของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งติดยาเสพติดตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระราม 9" พระกิตติศักดิ์ระบุ
ด้านนางอังคณากล่าวว่า ในคดีทนายสมชาย ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและลักทรัพย์อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลอาญา ส่วนคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับดำเนินการเป็นคดีเกี่ยวกับการตามหาตัวตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นจนถึงบัดนี้ 4 เดือน ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการติดตามหาตัว นอกจากการตั้งคณะพนักงานที่ติดตามนายสมชาย และสอบปากคำตนเองเมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
" เคยสอบถามเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า เต็มใจในการติดตามทนายสมชายหรือไม่ เพราะถ้าไม่เต็มใจรับทำก็ขอแจ้งให้รับทราบ เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งทวงถามอยู่บ่อยๆ โดยส่วนตัวในฐานะประชาชน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับการคาดหวังจากประชาชนสูง เนื่องจากมีอำนาจมากในการสืบค้นและทำงานทั้งทางลับและทางแจ้ง แต่กรณีทนายสมชายเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ในขณะที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหามี 1คนที่ทำงานอยู่ปกติ และที่เหลือก็จะกลับเข้าทำงานในเร็วๆ นี้ โดยที่ผลสอบวินัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุไม่มีความผิด ทั้งที่คดียังอยู่ในชั้นศาลและยังไม่มีการพิพากษา"
ภรรยาทนายสมชายกล่าวว่า ที่ผ่านมาทนายสมชายทำคดีภาคใต้มาจำนวนมาก แต่ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเหตุการณ์จะรุนแรงเท่าในระยะปีหรือสองปีที่ผ่านมา และตัวเองเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ความสมานฉันท์และความสามัคคีจะไม่มีการเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริง รวมทั้งการให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ขณะที่นายจรัลกล่าวว่า โดยส่วนตัวรู้จักกับผู้เสียชีวิตและสูญหายทั้ง พระสุพจน์ สุวโจ ทนายสมชาย และนายเจริญเป็นอย่างดี และถือเป็นสิทธิที่ญาติหรือพยานจะต้องรับรู้ทวงถามทิศทางจากกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร ซึ่งหากกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นขั้นตอนเป็นระบบคดีน่าจะคลี่คลาย โดยเฉพาะคดีพระสุพจน์และคดีนายเจริญ เพราะคงเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลดำเนินการ ส่วนคดีทนายสมชายอาจจะยากในการติดตาม
"ถ้าทำงานกันอย่างจริงจัง อาศัยพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และวัตถุพยาน น่าจะคลี่คลายคดีได้ เพราะในต่างประเทศเมื่อมีการสูญหายและตั้งกรรมการมาตรวจสอบเฉพาะก็พบบ้าง แต่ในประเทศไทยตั้งแต่มีผู้สูญหายไม่เคยพบแม้แต่รายเดียว ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้อยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะทำงานกันจริงจังหรือไม่เท่านั้น" นายจรัลกล่าว
นายเมธากล่าวว่า ตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม รับดำเนินคดีทั้ง 3 เรื่องปรากฏจนถึงปัจจุบันไม่มี ความคืบหน้าใดๆ องค์กรภาคประชาชนจึงต้องออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะมีความคลุมเครือของรัฐบาลในความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาการคุกคามนักต่อสู้เพื่อมนุษยชน ดังนั้นในวันที่ 1ธันวาคม เวลา 13.00 น. คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมญาติผู้เสียหายและพยานที่เกี่ยวข้อง จะนำหนังสือไปยื่นต่อ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการกองปราบฯ ปฏิเสธว่าไม่เคยส่งตำรวจกองปราบฯ ไปดูแลญาติคุณหญิงพจมาน เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย กองปราบฯ ได้ส่งตำรวจ 4 นายไปดูแลพระกิตติศักดิ์เป็นเวลา 4 เดือนแล้ว ครั้งแรกจะดูแลเพียงแค่ 3 เดือน เพราะพระกิตติศักดิ์ไม่ได้เป็นพยานสำคัญในคดี และสอบถามตำรวจที่คุ้มครองก็ไม่ส่อมีเหตุร้ายกับพระกิตติศักดิ์ ตำรวจเพิ่งถอนกำลังหลังออกพรรษาที่ผ่านมา เพราะต้องไปดูแลคนอื่น รวมทั้งที่ใต้ด้วย จึงต้องดึงกำลังมาใช้บ้าง.. 